





























Hadeeth Cards
Da'wa cards that highlight great meanings from the noble prophetic hadiths in a simple style and attractive display that helps the Muslim to have a deeper understanding of his religion in an easy way
All
จากอบูฮุรัยเราะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ เล่าว่า: เมื่อใดก็ตามที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จาม ท่านจะวางมือหรือเสื้อผ้าของท่านวางปิดปากไว้ และท่านก็จะลดเสียงของท่านลง
บันทึกโดย อบูดาวูด อัตติรมิซีย์ และอะห์มัดเมื่อใดก็ตามที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จาม: หนึ่ง: ท่านจะวางมือหรือเสื้อผ้าปิดปากไว้ เพื่อไม่ให้สิ่งใดออกจากปากหรือจมูกของท่านแล้วเป็นอันตรายต่อผู้ที่อยู่ด้วยกัน สอง: ท่านจะลดเสียงของท่านลง และจะไม่ยกเสียงให้ดัง
จากอุซามะห์ บิน ซัยด์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า: มีคนถามเขาว่า: เจ้าไม่ไปหาท่านอุสมานและพูดกับเขาหรือ? เขากล่าวว่าพวกท่านคิดว่าฉันจะไม่พูดกับเขา เว้นแต่ฉันจะให้พวกท่านได้ยินอย่างนั้นหรือ? ฉันขอสาบานต่ออัลลอฮ์ แท้จริงฉันได้พูดกับเขาเป็นการส่วนตัวระหว่างฉันกับเขาแล้ว โดยไม่เปิดเผยเรื่องที่ฉันไม่ชอบที่จะเปิดเผยกับใครเป็นคนแรก และฉันจะไม่กล่าวกับใครที่เป็นผู้นำของฉันว่าเขาเป็นคนที่ดีที่สุด หลังจากที่ฉันได้ยินท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “ในวันกิยามะฮ์ (วันฟื้นคืนชีพ) จะมีชายคนหนึ่งถูกนำมาและถูกโยนลงไปในนรก จากนั้นลำไส้ของเขาจะหลุดออกมา และเขาจะเดินวนรอบมันเหมือนกับที่ลาขับโม่หิน คนอื่น ๆ ในไฟนรกจะมารวมตัวกันรอบเขาและถามว่า: "โอ้ท่าน ทำไมถึงเป็นเช่นนี้? ท่านไม่ได้เคยสั่งใช้ในความดีและห้ามปรามความชั่วหรือ?" เขาจะตอบว่า: "ใช่แล้ว ฉันเคยสั่งใช้ในความดี แต่ฉันไม่ได้ทำมันเอง และฉันเคยห้ามปรามความชั่ว แต่ฉันกลับทำมันเอง"
บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ และมุสลิมมีผู้กล่าวกับอุซามะฮ์ บิน ซัยด์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ว่า ไม่ได้เข้าไปพบอุสมาน บิน อัฟฟาน เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ดอกหรือ? และพูดกับเขาเกี่ยวกับความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในหมู่ผู้คนและหาทางระงับ ดังนั้น เขาจึงบอกพวกเขาว่าเขาแอบคุยกับเขาเพื่อแนวทางแก้ไขบางอย่างแต่ไม่ใช่การยุยงให้เกิดความขัดแย้ง และจุดประสงค์ของเขาคือ ไม่ต้องการให้เกิดการขัดแย้งกับผู้นำ และเป็นสาเหตุไปสู่การชิงตำแหน่ง มันคือประตูสู่การปลุกปั่นความชั่วร้าย และฉันไม่อยากเป็นคนแรกที่เปิดมัน แล้วอุซามะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา กล่าวว่า:เขาแนะนำบรรดาผู้นำในที่ลับและไม่ประจบสอพลอใคร แม้จะเป็นผู้นำก็ตาม และเขาไม่ชมเชยพวกเขาต่อหน้าโดยปราศจากความจริง เพราะเขาได้ยินจากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมว่า ในวันกิยามะฮ์จะมีชายคนหนึ่งถูกนำตัวมา และเขาจะถูกโยนลงไปในนรก แล้วลำไส้ของเขาจะหลุดออกจากท้องอย่างรวดเร็วเนื่องจากความร้อนและความเจ็บปวดจากการลงโทษ เขาจะวนเวียนอยู่กับลำไส้ของตัวเองในนรกเหมือนกับลาที่หมุนรอบก้อนหินโม่แป้ง แล้วชาวนรกจะมารวมตัวกันรอบๆ เขาในลักษณะเป็นวงกลม และถามเขาว่า: โอ้คนๆ นั้น เจ้าไม่ใช่หรือที่เคยสั่งใช้ในสิ่งที่ดีและห้ามปรามในสิ่งที่ผิด? เขากล่าวว่า: ฉันเคยสั่งสอนความดีแต่ฉันก็ไม่ได้ปฎิบัติมัน และฉันห้ามทำชั่วแล้วฉันก็ทำมันเสียเอง
จากอนัส เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า : ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า : “ผู้ใดอุปการะเลี้ยงดูเด็กผู้หญิง 2 คนจนกว่าพวกเขาทั้ง 2 ได้บรรลุนิติภาวะ เขาและฉันจะอยู่ในวันกิยามะฮ์” และท่านก็ประสานนิ้วเข้าด้วยกัน
บันทึกโดย มุสลิมท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม บอกว่าผู้ใดที่ได้รับการประทานลูกสาวหรือพี่น้องสาวสองคน และได้เลี้ยงดูพวกเธอ โดยจัดหาให้ทั้งค่าใช้จ่าย การอบรม การชี้แนะสู่ความดี และการเตือนจากความชั่ว จนพวกเธอโตขึ้นและบรรลุนิติภาวะ ในวันกิยามะฮ์ (วันสิ้นโลก) ผู้นั้นจะมาเคียงข้างกับท่านนบีศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เหมือนกับสองนิ้วนี้ (ท่านนบีได้ชูนิ้วชี้และนิ้วกลางมาประกบกัน)
จากอบูฮุร็อยเราะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า: ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า : «พวกท่านจะไม่ได้เข้าสวนสวรรค์จนกว่าพวกท่านจะศรัทธา และพวกท่านยังไม่มีศรัทธา (ที่แท้จริง) จนกว่าพวกท่านจะรักใคร่ปรองดองกัน พวกท่านต้องการไหม ถ้าฉันจะชี้แนะพวกท่านถึงบางสิ่งเมื่อพวกท่านปฏิบัติมันแล้วจะทำให้พวกท่านเกิดความรักใคร่ต่อกัน?(นั่นคือ) พวกท่านจงเผยแผ่สลามให้แก่กันในหมู่พวกท่าน»
บันทึกโดย มุสลิมท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม อธิบายให้เห็นชัดเจนว่าไม่มีผู้ใดจะได้เข้าสวรรค์นอกจากผู้ศรัทธาเท่านั้น และความศรัทธายังไม่สมบูรณ์ และสภาพของสังคมมุสลิมจะยังไม่ดีขึ้นจนกว่าพวกเขาจะรักกัน จากนั้นท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้ชี้แนะเราไปสู่สิ่งที่ดีที่สุดที่จะทำให้เกิดความรัก นั่นคือการให้สลามระหว่างมุสลิมด้วยกัน ซึ่งอัลลอฮ์ทรงกำหนดให้มันเป็นคำทักทายสำหรับบ่าวของพระองค์
จากอบูฮุร็อยเราะห์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า: เราอยู่พร้อมกับท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ทันใดนั้นได้ยินเสียงที่น่าสะพรึงกลัว ดังนั้นท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า พวกเจ้ารู้ไหมว่านี่มันเป็นเสียงอะไร? เขาเล่าว่า พวกเราตอบว่า อัลลอฮ์และเราะซูลของพระองค์รู้ดียิ่ง ท่านกล่าวว่า นั่นเป็นเสียงของหินที่มันถูกโยนลงไปในนรกตั้งแต่ 70 ปีที่แล้ว มันตกลงมาจนสุดก้นหลุม ณ ตอนนี้”
บันทึกโดย มุสลิมท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้ยินเสียงอันน่าตกใจคล้ายกับการตกลงของวัตถุบางอย่าง ท่านจึงได้ถามสาวกคนหนึ่งในบรรดาสาวกทั้งหลายของท่าน เราะฎิยัลลอฮุอันฮุม เกี่ยวกับเสียงนั้น แล้วพวกเขาก็กล่าวว่า อัลลอฮ์และเราะซูลของพระองค์ รู้ดีที่สุด ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ตอบแก่พวกเขาว่า เสียงที่เจ้าได้ยินนั้นเป็นเสียงของก้อนหินที่ถูกโยนลงมาจากขอบนรกเมื่อเจ็ดสิบปีก่อน มันตกลงและร่วงลงไปเรื่อย ๆ จนถึงก้นบึ้งของนรกในขณะนี้ เมื่อพวกท่านได้ยินเสียงนั้น
จากสะละมะฮ์ บิน อัลอักวะอ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า: มีชายคนหนึ่งร่วมรับประทานอาหารกับท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ด้วยมือซ้าย ดังนั้นท่านจึงกล่าวว่า "จงกินด้วยมือขวาของท่าน" เขากล่าวว่า "ฉันทำไม่ได้" ท่านกล่าวว่า "ท่านทำไม่ได้อย่างนั้นหรือ" ไม่มีสิ่งใดที่ขัดขวางเขานอกจากความยะโสเท่านั้น เขา(ผู้รายงาน)เล่าว่า “จากนั้นเขาก็ไม่สามารถยกมันถึงปากของเขาได้อีกเลย”
บันทึกโดย มุสลิมท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เห็นชายคนหนึ่งกำลังรับประทานอาหารด้วยมือซ้าย จึงสั่งให้เขารับประทานด้วยมือขวา ชายคนนั้นตอบอย่างหยิ่งยะโสและโกหกว่า เขาทำไม่ได้! ดังนั้นท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ดุอาอ์ไม่ให้เขาได้รับประทานอาหารด้วยมือขวา ดังนั้นอัลลอฮ์ ทรงตอบรับดุอาอ์ของท่านด้วยการทำให้มือขวาของเขาเป็นอัมพาต ดังนั้นเขาจึงไม่สามารถยกมันขึ้นถึงปากของเขาอีกเลยตั้งแต่นั้นมาจะด้วยอาหารหรือเครื่องดื่ม
จากอบีอุมามะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า ฉันได้ยินท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวคุฏบะฮ์ในช่วงหัจญ์อำลาว่า "พวกเจ้าจงยำเกรงต่อพระเจ้าของพวกเจ้า จงละหมาดให้ครบห้าเวลา จงถือศิลอดในเดือนของพวกเจ้า (เดือนเราะมาฎอน) จงจ่ายซะกาตทรัพย์สินของพวกเจ้า และจงเชื่อฟังผู้นำของพวกเจ้า แล้วพวกเจ้าจะได้เข้าสวรรค์ของพระเจ้าของพวกเจ้า"
บันทึกโดย อัต-ติรมีซีย์ และอะห์มัดท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้กล่าวคุฏบะฮ์วันอะเราะฟะฮ์ในช่วงที่ประกอบพิธีหัจญ์อำลา ปีฮิจเราะฮ์ที่ 10 ที่ได้ชื่อว่าเป็นหัจญ์อำลาเพราะท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้อำลาผู้คนในวันนั้น สั่งให้มนุษย์ทุกคนยำเกรงต่อพระเจ้าของพวกเขาด้วยการปฏิบัติตามคำสั่งใช้ต่างๆ ของพระองค์และหลีกห่างข้อห้ามต่างๆ ของพระองค์ ให้พวกเขาละหมาดห้าเวลาที่อัลลอฮ์ได้ทรงบัญญัติไว้ในแต่ละวัน ให้พวกเขาถือศิลอดในเดือนเราะมาฎอน ให้พวกเขาจ่ายซะกาตทรัพย์สินให้แก่ผู้มีสิทธิ์ได้รับและอย่าได้ตระหนี่ที่จะจ่ายซะกาต ให้พวกเขาเชื่อฟังผู้นำของพวกเขาในสิ่งที่ไม่เป็นการฝ่าฝืนต่ออัลลลอฮ์ ดังนั้น ผู้ใดที่ปฏิบัติสิ่งดังกล่าว ผลบุญของมันคือได้เข้าสวนสวรรค์
จากอบูฮุรัยเราะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้กล่าวว่า ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า : “เมื่อคนหนึ่งในพวกท่านพบกับพี่น้องของเขาก็ให้เขานั้นให้สลามแก่เขา หากมีต้นไม้ กำแพง หรือหินมาขวางกั้นเขาไว้ แล้วหลังจากนั้นเขาก็พบกันอีก ก็ให้เขาทักทายด้วยการให้สลามเช่นกัน”
บันทึกโดย อบูดาวูดท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เรียกร้องให้มุสลิมทักทายพี่น้องมุสลิมด้วยกัน ทุกครั้งที่พบเจอกัน แม้ว่าพวกเขาจะเดินด้วยกันและมีสิ่งกีดขวางระหว่างพวกเขา เช่น ต้นไม้ กำแพง หรือหินใหญ่ แล้วเขาก็กลับมาพบกันอีก ก็ให้เขานั้นทักทายด้วยการให้สลามอีกครั้ง
จากอบูฮุร็อยเราะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า: ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “พวกเจ้าต้องการให้ฉันแนะนำให้พวกเจ้ารู้ถึงการกระทำที่สามารถลบล้างบาปและยกระดับสถานะของพวกเจ้าหรือไม่?” พวกเขาตอบว่า “แน่นอน โอ้ ท่านเราะซูลุลลอฮ์" ท่านกล่าวว่า “การอาบน้ำละหมาดให้สมบูรณ์ในเวลาที่ไม่พึงประสงค์ และการเพิ่มจำนวนรอยเท้าไปสู่มัสยิดและการรอละหมาดหลังจากละหมาดแล้ว นั่นคืออัรริบาฏ (การเฝ้าระวังในหนทางของอัลลอฮ์)"
บันทึกโดย มุสลิมท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้ถามบรรดาเศาะฮาบะฮ์ของท่านว่า พวกเขาต้องการหรือไม่ที่จะให้ท่านแนะนำถึงการกระทำที่สามารถลบล้างบาปได้ และสามารถลบบาปเหล่านั้นออกจากบันทึกของมลาอิกะฮ์ที่บันทึกได้ และได้รับสถานะที่สูงส่งในสวรรค์ได้? บรรดาเศาะฮาบะฮ์ตอบว่า: แน่นอน พวกเราต้องการทราบ แล้วท่านก็กล่าวว่า: ประการที่หนึ่ง: การอาบน้ำละหมาดให้สมบูรณ์ให้ทั่วถึง ในเวลาที่ยากลำบาก เช่น อากาศหนาว มีน้ำที่ไม่เพียงพอ ปวดเมื่อยตามร่างกาย และน้ำที่ร้อนจัด ประการที่สอง: ก้าวเท้าหลายๆ ก้าว ซึ่งก็คือการก้าวระหว่างขาทั้งสอง ไปยังมัสยิดที่อยู่ไกลจากบ้าน และการก้าวซ้ำๆ หลายๆ ครั้ง ประการที่สาม: รอเวลาละหมาด และความผูกพันของหัวใจที่มีต่อการละหมาด เตรียมพร้อมสำหรับการละหมาดเสมอ และนั่งรอละหมาดญะมาอะฮ์ในมัสยิด และเมื่อได้ทำการละหมาดแล้วเขาก็จะอยู่ในที่ละหมาดของเขาเพื่อรอละหมาดเวลาต่อไป จากนั้นท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้อธิบายว่า สิ่งเหล่านี้คือ อัรริบาฏอย่างแท้จริง (การเฝ้าระวังในหนทางของอัลลอฮ์) เพราะมันคือการปิดกั้นเส้นทางของชัยฏอนสู่อารมณ์ เอาชนะความอยากต่างๆ ของอารมณ์ และป้องกันไม่ให้อารมณ์นั้นยอมรับการกระซิบกระซาบ ดังนั้นทหารของอัลลอฮ์จึงเอาชนะทหารของชัยฏอนผ่านการกระทำเหล่านั้น และมันคือการญิฮาดที่ยิ่งใหญ่ที่สุด และมันก็เหมือนกับกองกำลังที่คอยเฝ้าระวังอยู่ตามชายแดน