





























Hadeeth Cards
Da'wa cards that highlight great meanings from the noble prophetic hadiths in a simple style and attractive display that helps the Muslim to have a deeper understanding of his religion in an easy way
All
จากท่านอะดีย์ บิน ฮาติม เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ เล่าว่า ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: "พวกยิวคือกลุ่มชนที่ได้รับความโกรธกริ้วจากอัลลอฮ์ และพวกคริสเตียนคือกลุ่มคนที่หลงทาง"
รายงานโดย อัตติรมีซีย์ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่าชาวยิวเป็นกลุ่มชนที่อัลลอฮ์ทรงโกรธกริ้ว เพราะพวกเขารู้ความจริงและไม่ปฏิบัติตาม คริสเตียนเป็นกลุ่มชนที่หลงทาง เพราะพวกเขาเป็นกลุ่มชนที่ปฏิบัติโดยปราศจากความรู้
จากท่านหญิงอาอิชะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮา ได้กล่าวว่า : ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม อ่านโองการนี้: {هُوَ الَّذِي أَنْزَلَ عَلَيْكَ الْكِتَابَ مِنْهُ آيَاتٌ مُحْكَمَاتٌ هُنَّ أُمُّ الْكِتَابِ وَأُخَرُ مُتَشَابِهَاتٌ فَأَمَّا الَّذِينَ فِي قُلُوبِهِمْ زَيْغٌ فَيَتَّبِعُونَ مَا تَشَابَهَ مِنْهُ ابْتِغَاءَ الْفِتْنَةِ وَابْتِغَاءَ تَأْوِيلِهِ، وَمَا يَعْلَمُ تَأْوِيلَهُ إِلَّا اللَّهُ، وَالرَّاسِخُونَ فِي الْعِلْمِ يَقُولُونَ آمَنَّا بِهِ كُلٌّ مِنْ عِنْدِ رَبِّنَا وَمَا يَذَّكَّرُ إِلَّا أُولُو الْأَلْبَابِ} [آل عمران: 7] {พระองค์คือผู้ทรงประทานคัมภีร์ลงมาแก่ท่าน ในนั้นมีโองการที่ชัดเจนซึ่งเป็นรากฐานของคัมภีร์ และบางโองการไม่ชัดเจน ผู้ที่มีใจเอนเอียงออกจากความจริง เขาจะตามโองการที่มีความคลุมเครือ เพื่อแสวงหาความขัดแย้งและแสวงหาการตีความ [ที่เป็นเท็จ] ในโองการนั้น และไม่มีใครรู้ความหมายของโองการนั้นได้นอกจากอัลลอฮ์ และบรรดาผู้รอบรู้ในความรู้กล่าวว่า เราศรัทธาในสิ่งนี้ ทั้งหมดนี้มาจากพระผู้อภิบาลของเราทั้งสิ้น และไม่มีใครที่จะรับคำตักเตือนนอกจากบรรดาผู้ที่มีสติปัญญาเท่านั้น} [ซูเราะฮ์ อาลิอิมรอน: 7] ท่านหญิงอาอิชะฮ์ ได้กล่าวต่อว่า ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า “หากพวกเจ้าเห็นบรรดาผู้ปฏิบัติตามโองการต่างๆ ที่คลุมเครือ ดังนั้นพวกเขาคือผู้ที่อัลลอฮ์ทรงตั้งชื่อให้ ดังนั้นจงระวังพวกเขาให้ดี".
รายงานโดย อัลบุคอรีย์ และมุสลิมท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม อ่านโองการนี้: {هُوَ الَّذِي أَنْزَلَ عَلَيْكَ الْكِتَابَ مِنْهُ آيَاتٌ مُحْكَمَاتٌ هُنَّ أُمُّ الْكِتَابِ وَأُخَرُ مُتَشَابِهَاتٌ فَأَمَّا الَّذِينَ فِي قُلُوبِهِمْ زَيْغٌ فَيَتَّبِعُونَ مَا تَشَابَهَ مِنْهُ ابْتِغَاءَ الْفِتْنَةِ وَابْتِغَاءَ تَأْوِيلِهِ وَمَا يَعْلَمُ تَأْوِيلَهُ إِلَّا اللَّهُ وَالرَّاسِخُونَ فِي الْعِلْمِ يَقُولُونَ آمَنَّا بِهِ كُلٌّ مِنْ عِنْدِ رَبِّنَا وَمَا يَذَّكَّرُ إِلَّا أُولُو الْأَلْبَابِ} {พระองค์คือผู้ทรงประทานคัมภีร์ลงมาแก่ท่าน ในนั้นมีโองการที่ชัดเจนซึ่งเป็นรากฐานของคัมภีร์ และบางโองการไม่ชัดเจน ผู้ที่มีใจเอนเอียงออกจากความจริง เขาจะตามโองการที่มีความคลุมเครือ เพื่อแสวงหาความขัดแย้งและแสวงหาการตีความ [ที่เป็นเท็จ] ในโองการนั้น และไม่มีใครรู้ความหมายของโองการนั้นได้นอกจากอัลลอฮ์ และบรรดาผู้รอบรู้ในความรู้กล่าวว่า เราศรัทธาในสิ่งนี้ ทั้งหมดนี้มาจากพระผู้อภิบาลของเราทั้งสิ้น และไม่มีใครที่จะรับคำตักเตือนนอกจากบรรดาผู้ที่มีสติปัญญาเท่านั้น} [ซูเราะฮ์ อาลิอิมรอน: 7] อัลลอฮ์ ตะอาลา แจ้งว่าพระองค์เป็นผู้ทรงประทานอัลกุรอานลงมาแก่นบีของพระองค์ ซึ่งในอัลกุรอานนั้นมีโองการที่ชัดเจน มีข้อตัดสินที่เป็นที่รู้กันไม่มีข้อสงสัยใดๆ และเป็นรากฐานของคัมภีร์ เป็นที่อ้างอิงสำหรับสร้างความกระจ่างเมื่อเกิดความขัดแย้งกันในโองการอื่นๆ ที่คลุมเครืออีกด้วย และในทางกลับกัน มีบางโองการที่คลุมเครือและความหมายไม่ชัดเจนสำหรับบางคน หรือคิดว่ามีความย้อนแย้งระหว่างโองการอัลกุรอานดัวยกัน จากนั้นอัลลอฮ์ทรงชี้แจงถึงจุดยืนของมนุษย์ที่มีต่อโองการเหล่านี้ ดังนั้นผู้ที่มีใจเอนเอียงออกจากสัจธรรม พวกเขาปฏิบัติตามโองการที่คลุมเครือเพื่อชักนำผู้คนให้หลง พวกเขายังมุ่งหมายที่จะตีความมันแบบผิด ๆ ตามความปรารถนาที่เบี่ยงเบนของพวกเขา ส่วนบรรดาผู้ที่รอบรู้ในความรู้นั้น พวกเขาจะรู้ถึงความหมายของโองการนั้นดี พวกเขาจะตีความโดยนำโองการนั้นกลับไปยังโองการที่ชัดแจ้ง และพวกเขาศรัทธาต่อโองการนั้นว่ามันเป็นโองการจากอัลลอฮ์ และเป็นไปไม่ได้ที่โองการจะเกิดความคลุมเครือหรือย้อนแย้งกัน และไม่มีผู้ใดที่จะรับเป็นบทเรียนหรือข้อเตือนใจนอกจากบรรดาผู้มีสติปัญญาที่บริสุทธิ์เท่านั้น จากนั้น ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวแก่มารดาแห่งศรัทธาชนท่านหญิงอาอิชะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮา ว่า : หากเจ้าเห็นบรรดาผู้ปฏิบัติตามโองการที่คลุมเครือ แท้จริงพวกเขาคือผู้ที่อัลลอฮ์ได้ทรงระบุในคำตรัสของพระองค์ {فأما الذين في قلوبهم زيغ}{ผู้ที่มีจิตใจเอนเอียง} ดังนั้น จงระวังพวกเขาให้ดี และอย่าเข้าใกล้พวกเขา
จากท่านหญิงอาอิชะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮา ได้กล่าวว่า : มีชายคนหนึ่งมานั่งต่อหน้าท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยอิวะสัลลัม และกล่าวว่า "โอ้ท่านเราะซูลุลลอฮ์ แท้จริงฉันมีทาสสองคนซึ่งพวกเขาโกหกฉัน หลอกลวงฉัน และไม่เชื่อฟังฉัน ฉันเลยด่าว่าพวกเขา และตีพวกเขา ดังนั้นฉันจะเป็นอย่างไรเกี่ยวกับการกระทำที่มีต่อพวกเขา?" ท่านกล่าวว่า: "ขอบเขตที่พวกเขาทรยศต่อเจ้า ไม่เชื่อฟังเจ้า และโกหกเจ้านั้นวัดกันที่ว่าเจ้าลงโทษพวกเขามากเพียงใด หากว่าเจ้าลงโทษพวกเขาเท่ากับความผิดของพวกเขาก็ถือว่าเสมอกัน ไม่มีอะไรเป็นผลดีสำหรับเจ้าและไม่มีอะไรเป็นผลร้ายสำหรับเจ้า และหากการลงโทษของเจ้าที่มีต่อพวกเขาน้อยกว่าความผิดของพวกเขา ผลการตอบแทนที่ดีก็จะมีไว้สำหรับเจ้า และหากการลงโทษของเจ้าที่มีต่อพวกเขาเกินกว่าความผิดของพวกเขา ความดีของเจ้าบางส่วนจะถูกริบไปและมอบให้แก่พวกเขา" ชายผู้นั้นจึงก้าวออกไปและร้องไห้เสียงดัง ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยอิวะสัลลัม กล่าวว่า "เจ้าไม่ได้อ่านโองการที่อัลลอฮ์ทรงตรัสไว้ในคัมภีร์ของพระองค์ที่ว่า {وَنَضَعُ الْمَوَازِينَ الْقِسْطَ لِيَوْمِ الْقِيَامَةِ فَلا تُظْلَمُ نَفْسٌ شَيْئًا}، الْآيَةَ {เราจะตั้งตราชูแห่งความยุติธรรมในวันกิยามะฮ์ และจะไม่มีชีวิตใดถูกอธรรมแม้แต่น้อย" จากนั้นชายคนนั้นกล่าวว่า: "ขอสาบานต่ออัลลอฮ์ ฉันไม่เห็นอะไรจะดีไปกว่าการจากพวกเขาไป ท่านจงเป็นพยานว่า แท้จริงพวกเขาทั้งหมดเป็นอิสระ"
รายงานโดย อัตติรมีซีย์มีชายคนหนึ่งมาหาท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้ระบายเกี่ยวกับพฤติกรรมที่ไม่ดีของทาสของเขา โดยกล่าวว่าพวกเขาโกหกเขา หลอกลวงเขา และไม่เชื่อฟังคำสั่งของเขา และเขาเองก็สาปแช่งและสั่งสอนพวกเขาด้วยการเฆี่ยนตี ดังนั้น เขาจึงถามท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เกี่ยวกับสถานะของเขาในวันกิยามะฮ์ที่เกี่ยวข้องกับพวกเขา ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: ขอบเขตที่พวกเขาหลอกลวงเจ้า ไม่เชื่อฟังคุณ และโกหกคุณ จะถูกวัดจากสิ่งที่เจ้าลงโทษพวกเขา ถ้าความผิดของพวกเขาและการลงโทษของเจ้าอยู่ในระดับที่เท่ากัน ก็ไม่มีอะไรเป็นผลดีหรือผลร้ายสำหรับเจ้า และหากการลงโทษของเจ้าที่มีต่อพวกเขาน้อยกว่าความผิดของพวกเขา ก็จะเป็นความโปรดปรานและการรางวัลการตอบแทนที่เพิ่มขึ้นแก่เจ้า แต่ถ้าการลงโทษของเจ้ามีมากกว่าความผิดของพวกเขา เจ้าก็จะต้องรับผิดชอบ และความดีของเจ้าจะถูกหักออกจากบัญชีของเจ้าและจะมอบให้พวกเขา ชายคนนั้นเดินออกไปและเริ่มร้องไห้เสียงดัง ต่อจากนั้น ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวแก่เขาว่า "เจ้าไม่ได้อ่านโองการในคัมภีร์ของอัลลอฮ์หรือ ที่ว่า: {ونضع الموازين القسط ليوم القيامة فلا تُظلم نفسٌ شيئًا، وإن كان مثقال حبة من خردل أتينا بها وكفى بنا حاسبين} [الأنبياء: 47]،{เราจะตั้งตราชูแห่งความยุติธรรมในวันกิยามะฮ์ และจะไม่มีชีวิตใดถูกอธรรมแม้แต่น้อยนิด และหากมันเท่ากับน้ำหนักของเมล็ดพืชเล็กๆ เราจะนำมันมา และมันก็เพียงพอแล้วสำหรับเราที่เป็นผู้พิจารณา} [ซูเราะฮ์ อัลอันบิยาอ์: 47] จะไม่มีใครถูกอธรรมในวันกิยามะฮ์ และตาชั่งจะชั่งการกระทำของผู้คนอย่างเที่ยงธรรม ดังนั้น ชายผู้นั้นจึงกล่าวว่า "ขอสาบานต่ออัลลอฮ์ โอ้ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ฉันไม่พบสิ่งใดดีไปกว่าการจากพวกเขาและแยกทางกับพวกเขา ขอท่านจงเป็นพยานว่าพวกเขาทั้งหมดเป็นอิสระเพื่ออัลลอฮ์ กลัวการสอบสวนและการลงโทษ.
จากท่านอิบนุอับบาส เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา รายงานว่า : แท้จริงมีผู้ปฏิเสธศรัทธากลุ่มหนึ่ง ซึ่งพวกเขาผ่านชีวิตมาด้วยการฆ่าคนมามากมาย และผ่านการผิดประเวณีมาอย่างมากมาย แล้วพวกเขาก็มาหามุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม แล้วกล่าวว่า "แท้จริงสิ่งที่ท่านพูดถึงและทำการเรียกร้องผู้คนนั้นมันเป็นสิ่งที่ดี หากท่านบอกเราว่า ต้องมีการชดใช้ในสิ่งที่เราได้กระทำไว้ จากนั้นก็มีโองการถูกประทานลงมาว่า {และบรรดาผู้ที่ไม่วิงวอนขอต่อสิ่งอื่นจากอัลลอฮ์ และไม่ฆ่าชีวิตใดที่อัลลอฮ์ทรงห้ามเว้นแต่ด้วยความชอบธรรมและไม่ผิดประเวณี} [ซูเราะฮ์ อัลฟุรกอน: 68] และได้มีโองการถูกประทานลงมาอีกว่า : {จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) ว่า: "โอ้บ่าวของฉันที่ได้ละเมิดต่อตนเอง อย่าได้สิ้นหวังในความเมตตาของอัลลอฮ์"} [ซูเราะฮ์ อัซซุมัร : 53].
รายงานโดย อัลบุคอรีย์ และมุสลิมมีกลุ่มผู้ปฏิเสธกลุ่มหนึ่งได้มาหาท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ซึ่งพวกเขาได้ผ่านชีวิตมาด้วยการฆ่าผู้คนและผิดประเวณีมาอย่างมากมาย แล้วพวกเขาก็กล่าวกับท่านนบีว่า: แท้จริงสิ่งที่ท่านได้เรียกร้องมาเกี่ยวกับศาสนาอิสลามและคำสอนต่างๆในนั้นเป็นสิ่งที่ดี แต่ท่านจะว่าอย่างไรเกี่ยวกับสถานะของพวกเรา กับสิ่งที่พวกเราได้กระทำกันมา ไม่ว่าจะเป็นการตั้งภาคี และบาปใหญ่ต่างๆ สิ่งเหล่านี้จะถูกลบล้างหรือไม่? จากนั้นสองโองการก็ถูกประทานลงมา โดยอัลลอฮ์ทรงยอมรับการกลับตัวกลับใจจากผู้คนแม้ว่าบาปของพวกเขาจะมีมากมายและใหญ่หลวงเพียงใดก็ตาม และหากไม่เป็นเช่นนั้น พวกเขาก็จะยังคงอยู่กับการปฏิเสธศรัทธาและละเมิดต่อไป และพวกเขาจะไม่เข้าสู่ศาสนานี้.
จากท่านอิบนุอุมัร เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา รายงานว่า: ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวคุฏบะฮ์ในวันพิชิตมักกะฮ์ ท่านกล่าวว่า "โอ้มนุษย์ทั้งหลาย แท้จริงอัลลอฮ์ได้ทรงขจัดความเย่อหยิ่งของพวกญาฮิลียะฮ์ออกจากพวกเจ้า และความอวดดีของพวกเขาเกี่ยวกับบรรพบุรุษของพวกเขา ดังนั้น มนุษย์มีอยู่สองประเภท คือ คนดี ผู้ที่ยำเกรง และผู้ที่มีเกียรติสำหรับอัลลอฮ์ และคนชั่ว น่าสมเพช และไม่มีค่าสำหรับอัลลอฮ์ มนุษย์คือลูกหลานของอาดัม และอัลลอฮ์ทรงสร้างอาดัมจากดิน อัลลอฮ์ตรัสว่า {มนุษย์เอ๋ย เราได้สร้างเจ้าจากชายและหญิง และเราได้ให้เจ้าเป็น ประชาชาติและเผ่าต่างๆ เพื่อที่พวกเจ้าจะได้รู้จักกัน แท้จริงแล้ว ผู้ที่มีเกียรติที่สุดในหมู่พวกเจ้า ณ ที่อัลลอฮ์นั้น เป็นผู้ยำเกรงที่สุดในหมู่พวกเจ้า แท้จริง อัลลอฮ์เป็นผู้ทรงรอบรู้ ผู้ทรงตระหนัก} [ซูเราะฮ์ อัลหุญุรอต : 13]"
รายงานโดย อัตติรมีซีย์ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวคุฏบะฮ์ให้แก่ผู้คนในวันพิชิตมักกะฮ์ โดยท่านกล่าวว่า "โอ้มนุษย์ทั้งหลาย แท้จริงอัลลอฮ์ได้ทรงขจัดและทรงสลายความเย่อหยิ่งของพวกญาฮิลียะฮ์ออกจากพวกเจ้า และความอวดดีของพวกเขาเกี่ยวกับบรรพบุรุษของพวกเขา แท้จริงแล้วมนุษย์นั้นมีอยู่สองประเภท คือ: 1- ผู้ศรัทธา เป็นคนดี ผู้ที่ยำเกรง เป็นคนที่เชื่อฟังและทำอิบาดะฮ์ต่ออัลลอฮ์ กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มีเกียรติสำหรับอัลลอฮ์ แม้ว่าเขาจะไม่มีเชื้อสายหรือตระกูลที่ดีในสายตาของมนุษย์ก็ตาม 2- ผู้ปฏิเสธศรัทธา คนชั่วที่น่าสมเพช และกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่อัปยศที่สุดสำหรับอัลลอฮ์ ไม่มีค่าใดๆ แม้ว่าเขาจะเป็นคนที่มีเชื้อสาย มีหน้ามีตาและมีอำนาจก็ตาม และมนุษย์ทุกคนเป็นลูกหลานของอาดัม และอัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงสร้างอาดัมจากดิน ดังนั้น จึงไม่เหมาะสำหรับผู้ที่กำเนิดจากดินที่จะหยิ่งยโสและชื่นชมตนเอง และเป็นที่ยืนยันเรื่องนี้ได้คือคำตรัสของอัลลอฮ์ที่ว่า {มนุษย์เอ๋ย เราได้สร้างเจ้าจากชายและหญิง และเราได้ให้เจ้าเป็น ประชาชาติและเผ่าต่างๆ เพื่อที่พวกเจ้าจะได้รู้จักกัน แท้จริงแล้ว ผู้ที่มีเกียรติที่สุดในหมู่พวกเจ้า ณ ที่อัลลอฮ์นั้น เป็นผู้ยำเกรงที่สุดในหมู่พวกเจ้า แท้จริง อัลลอฮ์เป็นผู้ทรงรอบรู้ ผู้ทรงตระหนัก} [ซูเราะฮ์ อัลหุญุรอต : 13]
จากท่านอัซซุบัยร์ บิน อัลเอาวาม กล่าวว่า: หลังจากที่โองการ(แล้วในวันนั้นพวกเจ้าจะถูกสอบถามเกี่ยวกับความโปรดปรานที่ได้รับ ในโลกดุนยา)ได้ถูกประทานลงมา ท่านอัซซุบัยร์กล่าวว่า: "โอ้ ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ความโปรดปรานอันใดหรือ ที่เราจะถูกถาม แท้จริงมันก็คือสีดำทั้งสองนั้นคืออินทผาลัมและน้ำใช่หรือไม่?" ท่านกล่าวว่า "สิ่งนี้จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน".
รายงานโดย อัตติรมีซีย์หลังจากที่มีการประทานโองการ {แล้วในวันนั้นพวกเจ้าจะถูกสอบถามเกี่ยวกับความโปรดปรานที่ได้รับ ในโลกดุนยา} นั่นคือ เจ้าจะถูกถามเกี่ยวกับการขอบคุณสำหรับความโปรดปรานที่อัลลอฮ์ทรงประทานให้แก่เจ้า ท่านอัซซุบัยร์ บิน อัลเอาวาม เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า โอ้ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ความโปรดปรานใดหรือ ที่เราจะถูกสอบถาม?! แต่ความโปรดปรานทั้งสองประการนี้ไม่น่าจะเป็นสิ่งที่ถูกถาม นั่นคือ อินทผาลัมและน้ำ! ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า แท้จริงพวกเจ้าจะถูกถามเกี่ยวกับความโปรดปรานในสภาพที่พวกเจ้าเป็นอยู่ เพราะแท้จริงแล้วอินทผาลัมกับน้ำนั้นถือเป็นความโปรดปรานอันยิ่งใหญ่ที่อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงประทานให้.
จากท่านอบูมูซา อัลอัชอะรีย์ เราะฎิยัลลอฮ์อันฮุ กล่าวว่า: ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “พวกท่านจงทวน(เอาใจใส่)กับอัลกุรอานให้มาก ขอสาบานด้วยอัลลอฮฺผู้ซึ่งชีวิตของมุหัมหมัดอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ อัลกุรอานนั้นเปรียวยิ่งกว่าอูฐที่ถูกผูกไว้เสียอีก”
รายงานโดย อัลบุคอรีย์ และมุสลิมท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ใช้ให้หมั่นทบทวนอัลกุรอานและหมั่นอ่านมัน เพื่อจะได้ไม่ลืมหลังจากที่ได้ท่องจำในใจแล้ว และท่านได้ย้ำในเรื่องนี้ด้วยคำสาบานของท่าน ว่าอัลกุรอานนั้นจะหลุดออกจากหัวใจเร็วยิ่งกว่าอูฐที่ถูกผูกไว้เสียอีกทั้งที่มันถูกผูกไว้อย่างแน่นด้วยเชือกที่ตรงกลางขาของมัน หากหมั่นตรวจสอบมันแน่นอนมันก็จะได้รับการรักษาไว้ และหากไม่สนใจมัน แน่นอนมันก็จะจากไปและหายไปในที่สุด.
จากท่านอุษมาน เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า: ท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: "ผู้ที่ประเสริฐที่สุดในหมู่พวกท่าน คือผู้ที่เรียนอัลกุรอานและสอนมัน"
รายงานโดย อัลบุคอรีย์ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่ามุสลิมที่ดีที่สุดและอยู่ในสถานะที่สูงที่สุด ณ ที่อัลลอฮฺ : ผู้ที่เรียนรู้อัลกุรอาน ด้วยการอ่าน ท่องจำ สาธยาย ทำความเข้าใจในหุก่ม และอรรถาธิบาย และสอนผู้อื่นในสิ่งที่ตนรู้จากความรู้ต่างๆ ที่เกี่ยวกับอัลกุรอานพร้อมกับปฎิบัติในความรู้นั้น
จากท่านอบูฮุร็อยเราะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า: ท่านเราะซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “พวกท่านจงอย่าทำให้บ้านของพวกท่านเป็นดั่งสุสาน แท้จริงชัยฏอนจะหนีออกจากบ้านที่มีการอ่านซูเราะฮ์ อัล-บะเกาะเราะฮ์”
รายงานโดย มุสลิมท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ห้ามไม่ให้บ้านเป็นที่ปราศจากการละหมาดใดๆ เพราะจะทำให้บ้านเป็นเหมือนสุสานซึ่งไม่มีการละหมาดที่นั้น จากนั้น ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า แท้จริงชัยฏอนจะหนีออกจากบ้านที่มีการอ่านซูเราะฮ์อัลบะเกาะเราะฮ์