





























Hadeeth Cards
Da'wa cards that highlight great meanings from the noble prophetic hadiths in a simple style and attractive display that helps the Muslim to have a deeper understanding of his religion in an easy way
All
จากท่านอบูฮุรัยเราะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า: ฉันได้ยินท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า : “อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า: ฉันได้แบ่งการละหมาดระหว่างฉันและบ่าวของฉันออกเป็นสองส่วน และบ่าวของฉันจะได้รับตามที่เขาขอ” ดังนั้นเมื่อบ่าวกล่าวว่า {อัลหัมดุลิลลาฮิร็อบบิลอาละมีน} อัลลอฮ์ตรัสว่า “บ่าวของฉันได้สรรเสริญฉัน” และเมื่อเขากล่าว {อัรเราะห์มานิรเราะหีม} อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า “บ่าวของฉันได้ชมเชยฉัน” แล้วเมื่อเขากล่าวว่า {มาลิกิเยามิดดีน} พระองค์ทรงตรัสว่า “บ่าวของฉันได้เทิดทูนฉัน” -และครั้งหนึ่งพระองค์ ตรัสว่า: บ่าวของฉันได้มอบหมายต่อฉัน- แล้วเมื่อเขากล่าวว่า {อียากะนะอ์บุดุวะอียากะนัสตะอีน} พระองค์ทรงตรัสว่า “สิ่งนี้เป็นเรื่องระหว่างฉันกับบ่าวของฉัน และบ่าวของฉันจะได้รับตามที่เขาขอ” และเมื่อเขากล่าวว่า {อิฮ์ดินัศศิรอฏ็อลมุสตะกีม ศิรอฏ็อลละซีนะอันอัมตะอะลัยฮิม ฆ็อยริลมัฆฎูบิอะลัยฮิม วะลัฎฎอลลีน} พระองค์ทรงตรัสว่า “สิ่งนี้เป็นของบ่าวของฉันและบ่าวของฉันจะได้รับตามที่เขาขอ”
รายงานโดย มุสลิมท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้แจ้งว่า อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสไว้ในหะดีษอัลกุดซีย์ว่า: ฉันแบ่งซูเราะฮ์อัลฟาติหะฮ์ในละหมาดระหว่างฉันกับบ่าวของฉันออกเป็นสองส่วน ครึ่งหนึ่งสำหรับฉัน และอีกครึ่งหนึ่งสำหรับเขา ครึ่งแรก: เป็นการสรรเสริญ การเชิดชู และเถิดทูนแด่อัลลอฮ์ ฉันจะตอบแทนให้แก่เขาด้วยการตอบแทนที่ดีที่สุด ครึ่งหลัง: การยอมจำนนและขอดุอาอ์ ฉันตอบรับให้แก่เขา และจะประทานให้ในสิ่งที่เขาขอ. ดังนั้นเมื่อผู้ที่ละหมาดกล่าวว่า {อัลหัมดุลิลลาฮิร็อบบิลอาละมีน} อัลลอฮ์ ตรัสว่า “บ่าวของฉันได้สรรเสริญฉัน” และเมื่อเขากล่าว {อัรเราะห์มานิรเราะหีม} อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า “บ่าวของฉันได้ชมเชยฉัน เขาได้เชิดชูฉัน และสำนึกในความกรุณาของฉันที่มีต่อปวงบ่าวของฉัน” แล้วเมื่อเขากล่าวว่า {มาลิกิเยามิดดีน} พระองค์ทรงตรัสว่า “บ่าวของฉันได้เทิดทูนฉัน” ซึ่งนับว่าเป็นเกียรติอย่างใหญ่หลวง. {อียากะนะอ์บุดุ วะอียากะนัสตะอีน} พระองค์ทรงตรัสว่า “สิ่งนี้เป็นเรื่องระหว่างฉันกับบ่าวของฉัน. ดังนั้นครึ่งแรกของโองการนี้เป็นของอัลลอฮ์ และมันคือ: (อียากะนะบุดุ) คือการยอมรับในความเป็นพระผู้ควรแก่การเคารพภักดีของอัลลอฮ์ และตอบสนองต่อการอิบาดะฮ์ และด้วยส่วนนี้เป็นการจบลงของครึ่งหนึ่งที่เป็นของอัลลอฮ์. และครึ่งหลังของโองการนี้เป็นของบ่าวของฉัน คือ: (อียากะนัสตะอีน) ขอความช่วยเหลือจากอัลลอฮ์ และพระองค์ทรงสัญญาว่าจะให้การช่วยเหลือ และเมื่อเขากล่าวว่า {อิฮ์ดินัศศิรอฏ็อลมุสตะกีม* ศิรอฏ็อลละซีนะอันอัมตะอะลัยฮิม ฆ็อยริลมัฆฎูบิอะลัยฮิม วะลัฎฎอลลีน} พระองค์ทรงตรัสว่า “นี้เป็นการจำนนและขอดุอาอ์จากบ่าวของฉันและบ่าวของฉันจะได้รับตามที่เขาขอ และฉันได้ตอบรับการขอของเขาแล้ว”
จากท่านอบูฮุร็อยเราะฮ์ เราะฎิยัลลอฮฺอันฮุ เล่าว่า: ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “วันกิยามะฮ์จะยังไม่อุบัติขึ้นจนกว่าดวงอาทิตย์จะขึ้นทางทิศตะวันตก เมื่อมันขึ้นมาทางทิศตะวันตกแล้วมวลมนุษย์จะกลายเป็นผู้ศรัทธามั่น แต่ ณ วันนั้น{จะไม่อำนวยประโยชน์แก่ชีวิตหนึ่งชีวิตใดซึ่งการศรัทธาของเขาโดยที่เขามิได้ศรัทธามาก่อน หรือมิได้แสวงหาความดีใด ๆ ไว้ในการศรัทธาของเขา} [ซูเราะฮ์อัลอันอาม :158] ” และแน่นอนวันกิยามะฮ์จะเกิดขึ้น (ในทันใด) ขณะที่คนสองคนปูผ้าระหว่างพวกเขาและไม่ทันต่อรองราคา และพวกเขาไม่ทันพับมัน วันกิยามะฮ์นี้จะมาถึง ขณะที่ชายคนหนึ่งแบกน้ำนมอูฐของเขา แต่ไม่ทันที่จะดื่มมัน วันกิยามะฮ์นี้จะมาถึง ขณะที่คนไม่สามารถเตรียมถังสำหรับให้น้ำปศุสัตว์ของเขาได้ และวันกิยามะฮ์นี้จะมาถึง ขณะที่ชายคนหนึ่งในพวกท่านเอาอาหารเพื่อใส่ปากของเขาแต่ไม่ทันที่จะกินมัน"
รายงานโดย อัลบุคอรีย์ และมุสลิมท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม บอกเราว่าสัญญาณสำคัญอย่างหนึ่งของวันอวสานโลกคือดวงอาทิตย์จะขึ้นจากทิศตะวันตกแทนที่จะเป็นทิศตะวันออก และเมื่อผู้คนเห็นมัน พวกเขาทั้งหมดจะศรัทธา ในตอนนั้นการศรัทธาของเขาจะไม่อำนวยประโยชน์ใดๆ แก่ผู้ไม่ศรัทธา และการกระทำที่ชอบธรรมหรือการกลับใจจะไม่เป็นประโยชน์ จากนั้นท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม แจ้งว่าเวลาจะมาถึงอย่างกระทันหัน มันเกิดขึ้นในขณะที่ผู้คนยังอยู่ในสภาพและกิจการชีวิตของพวกเขาปกติ แล้ววันอวสานจะมาถึง ขณะที่ผู้ขายและผู้ซื้อได้ปูผ้าระหว่างพวกเขา ดังนั้นพวกเขาไม่ทันขายมัน และพวกเขาไม่ทันพับมัน และวันอวสานจะมาถึงขณะที่ชายคนหนึ่งได้นำนมอูฐของเขาแต่เขาไม่ทันดื่มมัน และวันอวสานจะมาถึงขณะที่ชายคนหนึ่งกำลังซ่อมอ่างของเขาและฉาบมันด้วยโคลน แต่เขาไม่ทันใส่น้ำในนั้น และวันอวสานจะมาถึงขณะที่ชายคนหนึ่งยกอาหารขึ้นใส่ปากเพื่อจะกิน แต่เขาไม่ทันกินมัน
จากท่านอบู สะอีด อัล-คุดรีย์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้กล่าวว่า: ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “ความตายจะถูกนำมาโดยถูกจำแลงเป็นแกะอ้วนตัวหนึ่ง พลันมีผู้ประกาศมาประกาศว่า “โอ้ชาวสวรรค์ทั้งหลาย!” พวกเขาก็จะชะเง้อหน้าแล้วมองดู แล้วผู้ประกาศนั้นก็กล่าวว่า “พวกท่านรู้จักสิ่งนี้หรือไม่ ?” พวกเขาตอบว่า “ใช่แล้ว นี่คือความตาย" ซึ่งพวกเขาทุกคนจะเห็นมัน แล้วมีเสียงประกาศอีกว่า “โอ้ชาวนรกทั้งหลาย!” แล้วพวกเขาก็จะชะเง้อหน้าแล้วมองดู แล้วผู้ประกาศนั้นก็กล่าวว่า “พวกท่านรู้จักสิ่งนี้หรือไม่ ?” พวกเขาตอบว่า “ใช่แล้ว นี่คือความตาย” ซึ่งพวกเขาทุกคนจะเห็นมัน ทันใดนั้นความตายก็ถูกเชือด จากนั้นผู้ประกาศก็กล่าวว่า "โอ้ชาวสวรรค์ทั้งหลาย นี่คือความเป็นอมตะ มันจะไม่มีความตายอีกแล้ว โอ้ ชาวนรกทั้งหลาย นี่คือความเป็นอมตะและไม่มีความตายอีกแล้ว” จากนั้นท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ก็อ่านโองการที่ว่า{وَأَنْذِرْهُمْ يَوْمَ الحَسْرَةِ إِذْ قُضِيَ الأَمْرُ وَهُمْ فِي غَفْلَةٍ} [مريم: 39]، وَهَؤُلاَءِ فِي غَفْلَةٍ أَهْلُ الدُّنْيَا {وَهُمْ لاَ يُؤْمِنُونَ} [مريم: 39]» "และเจ้าจงเตือนสำทับพวกเขาถึงวันแห่งความเสียใจ เมื่อกิจการนั้นถูกตัดสิน และพวกเขาอยู่ในการหลงลืม{39} (ซึ่งพวกที่อยู่สภาพที่หลงลืมคือผู้ที่หลงไหลกับดุนยา)และพวกเขาไม่ศรัทธา" [ซูเราะฮ์มัรยัม : 39]
รายงานโดย อัลบุคอรีย์ และมุสลิมท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม อธิบายว่าความตายจะถูกนำมาในวันกิยามะฮ์ ในรูปรูปลักษณ์ของแกะตัวผู้ที่มีสีขาวและสีดำ จากนั้นก็มีเสียงเรียก "โอ้ ชาวสวรรค์เอ๋ย! พวกเขาได้ยืดคอชะเง้อและเงยหน้าขึ้นมอง ผู้ประกาศถามพวกเขาว่า: พวกเจ้ารู้จักใช่ไหมว่านี่คืออะไร? พวกเขากล่าวว่า: "ใช่ มันคือความตาย และพวกเขาทุกคนได้เห็นมันและรู้จักมัน จากนั้นผู้ประกาศก็ได้ทำการประกาศต่อว่า: "โอ้ ชาวนรกเอ๋ย พวกเขาได้ยืดคอชะเง้อและเงยหน้าขึ้นมอง ผู้ประกาศถามพวกเขาว่า: พวกเจ้ารู้จักใช่ไหมว่านี่คืออะไร? พวกเขากล่าวว่า: "ใช่ มันคือความตาย และพวกเขาทุกคนต่างก็เห็นมัน จากนั้น ความตายนั้นก็ถูกฆ่า แล้วผู้ประกาศก็กล่าวขึ้นว่า: โอ้ชาวสวรรค์เอ๋ย การมีชีวิตอยู่ตลอดไปอย่างนิรันดร์ และจะไม่มีความตายอีกต่อไป และโอ้ชาวนรกเอ๋ย การมีชีวิตอยู่ตลอดไปอย่างนิรันดร์ และจะไม่มีความตายอีกต่อไป และนี่จะเป็นการให้ความสุขความสำราญแก่บรรดาผู้ศรัทธาให้มากขึ้น และเพื่อเป็นการลงโทษให้ทุกข์ทรมานมากขึ้นแก่ผู้ที่ปฏิเสธศรัทธา จากนั้นท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้อ่านโองการที่ว่า: "และเจ้าจงเตือนสำทับพวกเขาถึงวันแห่งความเสียใจ เมื่อกิจการนั้นถูกตัดสิน และพวกเขาอยู่ในการหลงลืมและพวกเขาไม่ศรัทธา" ในวันกิยามะฮ์ ชาวสวรรค์และชาวนรกจะถูกแยกออกจากกัน และแต่ละคนจะเข้าไปอยู่ในสถานที่ที่เป็นบั้นปลายของพวกเขา ซึ่งจะอยู่ในนั้นตลอดไป ดังนั้นผู้ละเมิดจะเสียใจและจะเสียใจเพราะเขาไม่ปรับเปลี่ยนชีวิต และผู้ที่บกพร่องจะเสียใจ เพราะเขาไม่เพิ่มความดีให้มากกว่านี้
จากท่านอบูฮุรัยเราะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้กล่าวว่า: ชาวคัมภีร์ได้อ่านคัมภีร์เตารอตในภาษาฮิบรู และอธิบายเป็นภาษาอาหรับแก่ชาวมุสลิม ดังนั้น ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จึงกล่าวว่า "พวกเจ้าอย่าเชื่อหรืออย่าปฏิเสธชาวคัมภีร์ แต่จงกล่าวว่า {آمَنَّا بِاللهِ وَمَا أُنْزِلَ إِلَيْنَا} [البقرة: 136]».{เราศรัทธาต่ออัลลอฮ์และสิ่งที่ถูกประทานลงมายังเรา} [ซูเราะฮ์ อัลบากอเราะฮ์ : 136]
รายงานโดย อัลบุคอรีย์ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ท่านเตือนประชาชาติของท่านไม่ให้ถูกหลอกโดยสิ่งที่ชาวคัมภีร์บรรยายที่มาจากคัมภีร์ของพวกเขา ซึ่งชาวยิวในสมัยของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม พวกเขาจะอ่านคัมภีร์เตารอตด้วยภาษาฮิบรู ซึ่งเป็นภาษาของชาวยิวและพวกเขาตีความเป็นภาษาอาหรับ ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: พวกเจ้าอย่าเชื่อชาวคัมภีร์ และอย่าปฏิเสธพวกเขา คือในสิ่งที่ไม่รู้ว่าจริงหรือไม่จริง ทั้งนี้เพราะอัลลอฮ์สั่งเราให้ศรัทธาในสิ่งที่ถูกประทานแก่เราจากอัลกุรอาน และสิ่งที่ถูกประทานแก่พวกเขาจากคัมภีร์ ยกเว้นว่าสิ่งที่เราไม่มีทางที่จะรู้ได้ว่าสิ่งใดจริงหรือเท็จในสิ่งที่พวกเขาเล่าขานกันจากคัมภีร์เหล่านั้น ถ้าไม่มีสิ่งใดจากบทบัญญัติของเรามายืนยันถึงความจริงหรือเท็จนั้น ดังนั้นเราจึงหยุด เราจึงไม่เชื่อพวกเขา เกรงว่าเราจะเป็นคนหนึ่งที่มีส่วนร่วมกับพวกเขาในสิ่งที่พวกเขาบิดเบือนจากคัมภีร์นั้น และเราจะไม่ปฏิเสธพวกเขา บางทีมันอาจจะเป็นความจริง ดังนั้นเราจะปฏิเสธสิ่งที่เราได้รับคำสั่งให้เชื่อสิ่งนั้น และท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้ใช้ให้เรากล่าวว่า: {เราได้ศรัทธาต่ออัลลอฮ์ และสิ่งที่ถูกประทานลงมาแก่เรา และสิ่งที่ถูกประทานลงมาแก่อิบรอฮีม และอิสมาอีล และอิสฮาก และยะอ์กูบ และบรรดาวงศ์วานเหล่านั้น และสิ่งที่ถูกประทานให้แก่มูซา และอีซา และสิ่งที่บรรดานบีได้รับจากพระผู้อภิบาลของพวกเขา พวกเรามิได้แบ่งแยกระหว่างท่านหนึ่งท่านใดจากเขาเหล่านั้น และพวกเราจะเป็นผู้สวามิภักดิ์ต่อพระองค์เท่านั้น} (ซูเราะฮ์ อัล-บะเกาะเราะฮ์ : 136)
จากท่านอิบนุอับบาส เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา ได้กล่าวว่า : ก่อนหน้านั้นท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ไม่รู้วิธีการแยกระหว่างซูเราะฮ์จนกระทั่ง "{بِسْمِ اللَّهِ الرَّحْمَنِ الرَّحِيمِ}."ในนามของอัลลอฮ์ ผู้ทรงกรุณาปรานี ผู้ทรงเมตตาเสมอ" ถูกประทานลงมา.
รายงานโดย อบูดาวูดท่านอิบนุอับบาส เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมาได้อธิบายว่า ซูเราะฮ์ต่างๆ ของอัลกุรอานถูกประทานลงมาแก่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ซึ่งท่านไม่รู้ว่าจะแยกระหว่างซูเราะฮ์และจบซูเราะฮ์อย่างไร จนกระทั่ง "بسم الله الرحمن الرحيم" ได้ถูกประทานลงมาแก่ท่าน ท่านจึงรู้ว่าซูเราะฮ์ก่อนหน้าสิ้นสุดลงและกำลังเริ่มที่ซูเราะฮ์ใหม่.
จากท่านอับดุลลอฮ์ บิน อัมร์ บิน อัลอาศ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา ได้กล่าวว่า : ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า : "จะมีการกล่าวแก่ผู้ที่อุทิศตนเพื่ออัลกุรอาน ว่า: จงอ่าน จงเลื่อนขึ้น และจงอ่านด้วยความใคร่ครวญอย่างที่เจ้าเคยอ่านในโลกนี้ เพราะแท้จริงสถานะของเจ้าขึ้นอยู่กับโองการสุดท้ายที่เจ้าอ่าน"
รายงานโดย อบูดาวูดท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้อธิบายว่า จะมีการกล่าวแก่ผู้ที่อุทิศให้กับอัลกุรอาน ซึ่งเป็นคนที่ยึดมั่นในอัลกุรอานโดยการอ่าน ท่อง และนำไปปฏิบัติ จะมีการบอกกล่าวแก่เขาเมื่อเขาเข้าสวรรค์ว่า : จงอ่าน จงขึ้นไปสู่ชั้นต่างๆ ของสวรรค์ และจงอ่านด้วยความใคร่ครวญอย่างที่เจ้าเคยอ่านในโลกดุนยาในลักษณะที่ตั้งจิตตั้งใจและสงบ เพราะสถานะของเจ้าในวันอาคิเราะฮ์นั้นจะขึ้นอยู่กับโองการสุดท้ายที่เจ้าอ่าน.
จากท่าน อบีอับดุรเราะห์มาน อัสสุลามีย์ ได้กล่าวว่า: ผู้ที่เคยอ่านอัลกุรอานให้เราฟังจากเศาะฮาบะฮ์ของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้เล่าให้เราฟังว่า พวกเขาจะรับฟังสิบโองการจากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และจะยังไม่เลื่อนไปยังสิบโองการถัดไป จนกว่าพวกเขาจะเรียนรู้ ความรู้และการประยุกต์ใช้จากมัน พวกเขากล่าวว่า ดังนั้นเราจึงได้เรียนรู้ ความรู้และการประยุกต์ใช้
รายงานโดย อะห์มัดบรรดาเศาะฮาบะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุม จะรับฟังอัลกุรอานจากท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม สิบโองการ และพวกเขาจะยังไม่เลื่อนไปยังโองการอื่นจนกว่าพวกเขาจะได้เรียนรู้สิ่งที่มีในสิบโองการนั้น จากความรู้ และการนำไปปฏิบัติ ดังนั้นพวกเขาได้ทั้งความรู้และการปฏิบัติไปพร้อมกัน.
จากท่านอุบัย บิน กะอับ เราะฎิยัลลอฮฺอันฮุ ได้กล่าวว่า: ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: "โอ้ อบุลมุนซิร ท่านรู้หรือไม่ว่าโองการใดในคัมภีร์ของอัลลอฮ์ที่มีอยู่กับท่านที่ยิ่งใหญ่ที่สุด?” ฉันตอบว่า: "อัลลอฮ์และเราะซูลของพระองค์รู้ดีที่สุด" ท่านกล่าวว่า “โอ้ อบุลมุนซิร ท่านรู้หรือไม่ว่าโองการใดในคัมภีร์ของอัลลอฮ์ที่ท่านมีนั้นยิ่งใหญ่ที่สุด” ฉันกล่าวว่า: {اللهُ لا إِلَهَ إِلا هُوَ الْحَيُّ الْقَيُّومُ} [ซูเราะฮ์ อัลบะเกาะเราะฮ์ : 255] จากนั้น ท่านก็ตบที่หน้าอกของฉันและกล่าวว่า: "ขอสาบานต่ออัลลอฮ์ ขอให้ความรู้เป็นที่พอใจสำหรับท่าน โอ้ อบุลมุนซิร"
รายงานโดย มุสลิมท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ถามท่านอุบัย บิน กะอับ เกี่ยวกับโองการยิ่งใหญ่ที่สุดที่มีในคัมภีร์อัลกุรอาน? แต่เขาลังเลที่ในการตอบ แล้วกล่าวว่า คืออายะฮ์กุรซีย์ : {الله لا إله إلا هو الحي القيوم} ดังนั้นท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้สนับสนุนเขา ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ก็ตีอกของเขาเพื่อแสดงให้รู้ว่าเขามีความรู้และสติปัญญามาก และทำการดุอาอ์ให้เขามีความสุขกับความรู้นี้และขอดุอาอ์ให้เกิดความสะดวกให้กับเขา
จากท่านหญิงอาอิชะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮา ได้กล่าวว่า : เมื่อท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เข้านอนทุกคืน ท่านจะประสานมือเข้าด้วยกันและเป่าเข้าไปแล้วอ่านซูเราะฮ์อัลอิคลาศ อัลฟะลัก และอันนาส จากนั้นท่านก็จะใช้มือลูบตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกายให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เริ่มจากศีรษะ ใบหน้า และส่วนหน้าของร่างกาย ท่านจะทำแบบนั้นถึงสามครั้ง.
รายงานโดย อัลบุคอรีย์แบบอย่างประการหนึ่งของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม คือเมื่อท่านต้องการจะนอน และได้ไปที่เตียงนอน ท่านจะเอามือประสานกันและยกขึ้น- อย่างที่ผู้ขอดุอาอ์ทำกัน - และท่านก็เป่าเบาๆ จากปากของท่านพร้อมน้ำลายเล็กน้อยและอ่านสามซูเราะฮ์: คือ ซูเราะฮ์อัลอิคลาศ อัลฟะลัก และอันนาส จากนั้นท่านก็จะใช้มือลูบตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกายให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยเริ่มจากศีรษะ ใบหน้า และส่วนหน้าของร่างกาย ท่านจะทำแบบนั้นถึงสามครั้ง