Hadeeth Cards
Da'wa cards that highlight great meanings from the noble prophetic hadiths in a simple style and attractive display that helps the Muslim to have a deeper understanding of his religion in an easy way






























Da'wa cards that highlight great meanings from the noble prophetic hadiths in a simple style and attractive display that helps the Muslim to have a deeper understanding of his religion in an easy way
ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กำชับให้เรามอบหมายต่ออัลลอฮ์ ตะอาลา ในการแสวงหาประโยชน์และกำจัดภัยต่างๆ ทั้งในเรื่องทางโลกหรือทางศาสนา เพราะแท้จริงไม่มีผู้ใดที่จะให้ หรือยับยั้ง หรือให้โทษ หรือให้ประโยชน์ นอกจากพระองค์เท่านั้น และยังกำชับให้เราทำในสิ่งที่เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดประโยชน์ และกำจัดสิ่งที่จะเป็นโทษ พร้อมกับมอบหมายต่ออัลลอฮ์อย่างสัจจริง ดังนั้นเมื่อไรที่เราได้ทำเช่นนั้น แน่นอนอัลลอฮ์จะทรงประทานปัจจัยยังชีพให้แก่เราเหมือนกับที่พระองค์ทรงประทานให้แก่นกที่ออกหากินในตอนเช้าในสภาพที่ท้องหิวแล้วกลับมาในสภาพที่ท้องอิ่ม ซึ่งการกระทำเช่นนี้ของนกเป็นสาเหตุอย่างหนึ่งในการแสวงหาปัจจัยยังชีพ ไม่ใช่การยอมจำนนและเกียจคร้าน
ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม รายงานจากพระผู้อภิบาลของท่านว่า แท้จริง หากบ่าวของพระองค์ทำบาปแล้วกล่าวว่า: ข้าแต่อัลลอฮ์ โปรดอภัยโทษต่อบาปของข้าด้วยเถิด อัลลอฮ์ ตะอาลา ก็ตรัสว่า: บ่าวของข้าได้ทำบาป และเขารู้ว่า เขามีพระเจ้าที่จะทรงให้อภัยโทษบาปนั้น แล้วทรงปกปิดมันไว้ และทรงมองข้ามมันไป หรือจะทรงลงโทษเพราะบาปนั้น แท้จริงข้าได้อภัยโทษให้เขาแล้ว จากนั้นบ่าวคนนั้นก็ได้ทำบาปอีกครั้ง และกล่าวว่า ข้าแต่พระผู้อภิบาลของข้า ขอพระองค์โปรดอภัยโทษบาปของข้าด้วยเถิด อัลลอฮ์ ก็ตรัสว่า : บ่าวของข้าได้ทำบาป และเขารู้ว่า เขามีพระเจ้าที่จะทรงให้อภัยโทษบาปนั้น แล้วทรงปกปิดมันไว้ และทรงมองข้ามมันไป หรือจะทรงลงโทษเพราะบาปนั้น แท้จริงข้าได้อภัยโทษให้เขาแล้ว หลังจากนั้นบ่าวคนนั้นก็ได้ทำบาปอีกครั้ง และกล่าวว่า ข้าแต่พระผู้อภิบาลของข้า ขอพระองค์โปรดอภัยโทษบาปของข้าด้วยเถิด อัลลอฮ์ ก็ตรัสว่า : บ่าวของข้าได้ทำบาป และเขารู้ว่า เขามีพระเจ้าที่จะทรงให้อภัยโทษบาปนั้น แล้วทรงปกปิดมันไว้ และทรงมองข้ามมันไป หรือจะทรงลงโทษเพราะบาปนั้น แท้จริงข้าได้อภัยโทษให้เขาแล้ว ดังนั้นเขาจงกระทำตามที่เขาต้องการเถิดตราบใดที่เขากระทำบาป แล้วเขาก็ละทิ้งบาปนั้น เสียใจกับมัน และตั้งใจที่จะไม่กลับไปกระทำบาปซ้ำอีก แต่จิตของเขากลับเอาชนะตัวเขา เลยเขาต้องตกสู่การกระทำบาปอีกครั้ง ตราบใดที่เขากระทำบาปและกลับใจ ข้าก็จะให้อภัยแก่เขา เพราะการกลับใจนั้นจะลบล้างบาปต่างๆ ที่ได้กระทำขึ้นก่อนหน้านั้น
ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม บอกว่า บรรดาผู้ที่ตัดสินด้วยความยุติธรรมและสัจธรรมระหว่างผู้คนที่อยู่ภายใต้การดูแลและการปกครองของเขา และครอบครัวของเขา พวกเขาจะได้นั่งบนที่นั่งสูงตระหง่านที่สร้างมาจากรัศมี เพื่อเป็นเกียรติแก่พวกเขาในวันกิยามะฮ์ ซึ่งที่นั่งเหล่านี้อยู่ทางพระหัตถ์ด้านขวาของผู้ทรงกรุณาปรานี ผู้สูงส่ง และพระหัตถ์ทั้งสองของพระองค์นั้นทรงมีความดีงามเสมอ
ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า ผู้ที่ขาดซึ่งความอ่อนโยนจะไม่สามารถประสบความสำเร็จในเรื่องของศาสนาและโลก รวมถึงการกระทำต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับตนเองและการปฏิบัติต่อผู้อื่น และเขาจะถูกพรากจากความดีทั้งหมด
ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม อธิบายถึงข้อเท็จจริงของการนินทาที่ต้องห้าม ซึ่งก็คือ: การกล่าวถึงมุสลิมที่ไม่อยู่ต่อหน้าด้วยสิ่งที่เขาเกลียด ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นคุณลักษณะทางร่างกายหรือทางจรรยามารยาท เช่น เป็นคนตาบอดข้างหนึ่ง คนหลอกลวง คนโกหก และอื่นๆ ที่เป็นลักษณะการใส่ร้าย แม้ว่าลักษณะนั้นจะมีอยู่จริงในตัวเขาก็ตาม แต่ถ้าเขาไม่มีคุณลักษณะที่กล่าวไว้นั้น ก็จะยิ่งกว่าการนินทาเสียอีก ซึ่งมันคือการใส่ร้ายนั่นเอง คือ ใส่ร้ายบุคคลด้วยสิ่งที่เขาไม่มี
ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้บอกถึงบุคคลที่ใช้ทรัพย์สินของบรรดามุสลิมอย่างไม่เป็นธรรม และพวกเขาเอาทรัพย์สินนั้นไปอย่างไม่ถูกต้อง ซึ่งนี่เป็นความหมายทั่วไปที่เกี่ยวกับการใช้ทรัพย์สิน ไม่ว่าจะเป็นการรวบรวมสะสม การขวนขวายหามาโดยไม่ถูกต้อง และการใช้จ่ายมันไปในทางที่ไม่ถูกต้อง รวมถึงการกินทรัพย์สินของเด็กกำพร้าและเงินบริจาคเพื่อการกุศล ปฏิเสธของที่รับฝาก และการเอาทรัพย์สินสาธารณะไปโดยมิชอบ จากนั้นท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้บอกว่า รางวัลของพวกเขาคือไฟนรกในวันกิยามะฮ์
ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้ห้ามและเตือนให้ระวังจากสิ่งที่ทำให้เกิดความแตกแยก ความเป็นศัตรูระหว่างมุสลิมด้วยกัน และสิ่งเหล่านั้นคือ: (ความสงสัย/คิดในทางที่ไม่ดี) คือการกล่าวหาที่เกิดขึ้นอยู่ในใจโดยไม่มีหลักฐาน และท่านได้อธิบายว่าเป็นการโกหกที่สุดประการหนึ่ง (การสอดรู้สอดเห็น) คือการค้นหาสิ่งที่ไม่ดีของผู้อื่นด้วยสายตาที่แอบมองและหูที่แอบฟัง (การสอดแนม) คือการค้นหาเรื่องที่ถูกซ่อนไว้ และส่วนใหญ่มักใช้ในทางที่ไม่ดี (การอิจฉา) คือความเกลียดชังกับความสุขที่เกิดขึ้นกับผู้อื่น (การหันหลังให้กัน/การไม่สนใจกัน) คือการไม่สนใจระหว่างกัน ไม่ให้สลาม ไม่เยี่ยมเยียนพี่น้องของเขาที่เป็นมุสลิม (การเกลียดชังกัน) และการบาดหมางกันและการปลีกตัวออกจากัน เช่น การทำร้ายผู้อื่น การทำหน้าบึ้งขมวดคิ้ว และการสนทนาที่ไม่ดี จากนั้น ท่านก็ได้กล่าวคำที่ครอบคลุมเพื่อการปรับปรุงแก้ใขเรื่องราวของมุสลิมด้วยกัน ด้วยคำว่า: (จงเป็นบ่าวของอัลลอฮ์ด้วยการเป็นพี่น้องกัน) เพราะความเป็นพี่น้องกันคือความผูกพันที่ฟื้นคืนความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนและเพิ่มความรักและความใกล้ชิดระหว่างพวกเขา
ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม บอกว่า การกระทำความดีทุกอย่างและการทำประโยชน์ต่อผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นการพูดหรือการกระทำ ล้วนเป็นการเศาะดะเกาะฮ์ (การบริจาคทาน) และมีรางวัลตอบแทน
ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ส่งเสริมให้ทำความดี และไม่ด้อยค่าความดีใดๆ แม้ว่ามันจะเพียงเล็กน้อยก็ตาม และส่วนหนึ่งจากความดีนั่นคือการแสดงออกด้วยสีหน้าที่ยิ้มแย้มเมื่อพบกัน ดังนั้นมุสลิมควรแสดงออกด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มต่อกัน เนื่องจากการยิ้มให้กันนั้นทำให้เกิดความคุ้นเคยและสร้างความสุขต่อกัน