Hadeeth Cards
Da'wa cards that highlight great meanings from the noble prophetic hadiths in a simple style and attractive display that helps the Muslim to have a deeper understanding of his religion in an easy way






























Da'wa cards that highlight great meanings from the noble prophetic hadiths in a simple style and attractive display that helps the Muslim to have a deeper understanding of his religion in an easy way
ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม บอกเราว่าหนึ่งในคำสั่งเสียที่บรรดานบีก่อนหน้านี้ได้กล่าวไว้ และผู้คนได้เผยแพร่กันระหว่างกัน และสืบทอดกันจากรุ่นสู่รุ่น จนมาถึงรุ่นแรกของประชาชาตินี้ คือ การพิจารณาสิ่งที่เราต้องการจะทำ หากสิ่งนั้นไม่ใช่สิ่งที่น่าอายก็จงทำมัน แต่หากสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่น่าอายก็จงละเว้น เพราะการยับยั้งไม่ให้กระทำสิ่งที่น่าเกลียดคือนิสัยของความละอาย ผู้ที่ไม่มีความละอายจะถลำตัวเข้าสู่ความชั่วร้ายและสิ่งที่ถูกตำหนิทุกประการ.
อิบนุ อุมัร เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ เล่าว่า ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้จับไหล่เขา-มันคือข้อต่อระหว่างต้นแขนกับไหล่- แล้วท่านกล่าวแก่เขาว่า : จงอยู่ในโลกนี้ ประหนึ่งว่าท่านเป็นคนแปลกหน้า คนที่เดินทางมาถึงเมืองที่ไม่มีบ้านหรือที่พักพิง และไม่มีใครเป็นเพื่อนอยู่ด้วย เขาโดดเดี่ยวจากครอบครัวและผู้คน ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้เขาหลงลืมจากการระลึกถึงพระผู้สร้าง แต่จงเป็นเหมือนคนที่แปลกหน้ามากกว่า นั่นคือ คนเดินทางที่ผ่านไปตามถนนเพื่อหาบ้านเกิดของเขา เพราะคนแปลกหน้าอาจตั้งรกรากในดินแดนที่ไม่คุ้นเคยและอาศัยอยู่ที่นั่นได้ แต่คนเดินทางที่กำลังมุ่งหน้าไปยังเมืองหนึ่งนั้น มักจะไม่แบกภาระมากมายและไม่หยุดพัก เขาจะมุ่งหน้าไปยังเป้าหมายของเขาด้วยความมุ่งมั่น เช่นเดียวกับนักเดินทางที่ไม่ต้องการสิ่งใดมากไปกว่าสิ่งที่นำเขาไปถึงจุดหมายของการเดินทาง ฉันใดก็ฉันนั้น ผู้ศรัทธาในโลกนี้ก็ไม่ต้องการสิ่งใดมากไปกว่าสิ่งที่จะพาเขาไปถึงปลายทาง อิบนุ อุมัร ปฏิบัติตามคำแนะนำนี้ และเคยกล่าวว่า : หากเจ้าตื่นขึ้นมาในตอนเช้า อย่ารอตอนเย็น และเมื่อเจ้าตื่นขึ้นมาในตอนเย็น ก็อย่ารอตอนเช้า และนับตัวเองอยู่ในหมู่ชาวหลุมศพ เพราะชีวิตไม่ปราศจากสุขภาพที่ดีและความเจ็บป่วย ดังนั้นจงเร่งทำความดีในวันที่มีสุขภาพดี ก่อนที่ความเจ็บป่วยจะมาเยือน สะสมการทำความดีในตอนที่สุขภาพดีก่อนที่ความเจ็บป่วยจะมาขัดขวางไม่ให้เจ้าทำมัน และใช้ประโยชน์จากการมีชีวิตของเจ้าในโลกนี้และรวบรวมสิ่งที่จะเป็นประโยชน์ต่อเจ้าหลังจากที่เจ้าเสียชีวิตไป
ชายคนหนึ่งบ่นกับท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ว่า การอิบาดะฮ์โดยสมัครใจมีมากเกินไปสำหรับเขาจนถึงจุดที่เขาไม่สามารถปฏิบัติได้เนื่องจากความอ่อนแอของเขา จากนั้นเขาก็ถามท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เพื่อชี้แนะเขาไปสู่การกระทำอันเรียบง่ายอันจะนำมาซึ่งรางวัลอันยิ่งใหญ่ที่เขาสามารถยึดถือและยืนหยัดได้ ดังนั้นท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้แนะนำเขาให้รักษาลิ้นของเขาให้นุ่มนวลและเคลื่อนไหวเพื่อระลึกถึงพระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพตลอดเวลาและทุกสถานการณ์ เช่น การสรรเสริญ การขอบคุณ การขออภัยโทษ การวิงวอน และอื่นๆ
ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม แสดงให้เห็นชัดเจนว่าความศรัทธาที่สมบูรณ์ของมุสลิมคนใดจะไม่บรรลุผลจนกว่าจะมีความรักต่อพี่น้องเหมือนที่เขารักตัวเองในเรื่องของการปฏิบัติตามคำสั่งของอัลลอฮ์ และการทำความดีทั้งในด้านศาสนาและชีวิตประจำวัน รวมถึงความเกลียดสิ่งที่เขาเกลียดให้แก่ตัวเอง หากพบข้อบกพร่องในด้านศาสนาในตัวพี่น้อง เขาจะพยายามแก้ไข และหากพบสิ่งดีในตัวพี่น้อง เขาจะสนับสนุนและช่วยเหลือ พร้อมทั้งให้คำแนะนำในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับศาสนาและชีวิตประจำวัน
ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ห้ามมุสลิมดูถูกและสาปแช่งพี่น้องมุสลิมของเขา และนี่คือรูปแบบหนึ่งของการผิดศีลธรรม ซึ่งเป็นการละทิ้งการเชื่อฟังต่อพระเจ้าและศาสนทูตของพระองค์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และการที่มุสลิมต่อสู้กับพี่น้องมุสลิมกันเอง ถือเป็นการปฏิเสธศรัทธา แต่เป็นการปฏิเสธเล็ก
ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ห้ามไม่ให้เริ่มต้นกล่าวสันติสุขกับชาวยิวและชาวคริสต์ แม้ว่าพวกเขาจะเป็นผู้มีสัญญา ฉะไหนเล่าหากพวกเขาเป็นผู้ปฏิเสธประเภทอื่นๆ ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม อธิบายว่า ถ้าเราพบกับคนหนึ่งคนใดในหมู่พวกเขาบนถนน ให้เราบังคับเขาให้อยู่ในเส้นทางที่แคบที่สุด ดังนั้นผู้ศรัทธาคือผู้ที่เดินอยู่กลางถนนและผู้ที่หันเหคือผู้นอกรีตไม่ว่าในกรณีใด ๆ มุสลิมไม่ควรเป็นผู้ต่ำต้อยในทุกกรณี
ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้บอกว่า สิ่งที่จะให้ตาชั่งของผู้ศรัทธามีน้ำหนักมากที่สุดในวันกิยามะฮ์ทั้งการกระทำและคำพูด คือ การมีมารยาทที่ดี เช่น การยิ้มแย้มเบิกบาน การยับยั้งอันตราย และการกระทำความดีต่าง ๆ เป็นต้น และอัลลอฮ์ทรงโกธรกริ้วการกระทำและคำพูดที่ไม่ดี และสิ่งที่หยาบคายที่ลิ้นเขาพูดออกมา
ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เตือนผู้ที่ไม่เซาะละวาตแก่ท่านทันทีที่เขาได้ยินชื่อ ฉายา หรือคำอธิบายเกี่ยวกับคุณลักษณะของเขา และท่านกล่าวว่า: ผู้ที่ตระหนี่ที่สุด คือผู้ที่เมื่อฉันได้ถูกเอ๋ยชื่อ ณ.ที่เขาๆกลับไม่เซาะละวาตแก่ฉัน นี่เป็นเพราะ: ประการแรก: นี่คือการขี้เหนียวต่อสิ่งที่ไม่ได้ทำให้เขาเสียหายไม่ว่าจะน้อยหรือมาก และไม่ใช้จ่ายเงินหรือใช้ความพยายาม ประการที่สอง: เขาตระหนี่กับตัวเองและกีดกั้นตัวเองจากรางวัลแห่งการเซาะละวาตแก่ท่านศาสนทูตของอัลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เพราะเขาละเว้นจากการเศาะละวาตแก่ท่านนบีเพราะด้วยการที่เขาไม่เศาะละวาตให้กับท่าน เขาได้แสดงถึงความโลภและไม่ยอมทำหน้าที่ที่ควรทำตามคำสั่ง เพื่อที่จะได้รับผลบุญ ประการที่สาม: การเซาะละวาตต่อท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เป็นการปฏิบัติต่อสิทธิบางประการของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เพราะท่านคือผู้ที่สอนเรา และท่านคือผู้ที่ชี้นำเรา และท่านคือผู้ที่เรียกเรามายังพระเจ้า ผู้ประเสริฐและสูงสุด และทรงนำสาส์นนี้และธรรมบัญญัตินี้มาให้เรา ท่านจึงเป็นเหตุให้เราได้รับทางนำ หลังจากการให้ทางนำของอัลลอ์ ตะอาลา และผู้ใดไม่เซาะละวาต เขาจึงเป็นคนตระหนี่ถี่เหนียวในตัวเอง ตระหนี่ถี่เหนี่ยวกับศาสดาของเขา ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ด้วยสิทธิที่เป็นสิทธิต่ำสุดประการหนึ่งที่พึงมีต่อท่านนบี
ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เรียกร้องให้ใครก็ตามที่ได้กินอาหาร ให้ขอบคุณอัลลอฮ์ เนื่องจากเราไม่สามารถนำอาหารมาหรือกินได้ เว้นแต่ด้วยอัลลอฮ์ ผู้ทรงอำนาจและความช่วยเหลือจากพระองค์ จากนั้น ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้ให้ข่าวดีแก่ใครก็ตามที่กล่าวขอบคุณอัลลอฮ์ ว่าเขาสมควรได้รับการอภัยจากอัลลอฮ์สำหรับบาปเล็กๆ น้อยๆ ในอดีตของเขา