





























Hadeeth Cards
Da'wa cards that highlight great meanings from the noble prophetic hadiths in a simple style and attractive display that helps the Muslim to have a deeper understanding of his religion in an easy way
All
จากอนัส บิน มาลิก เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ รายงานว่า จากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “ข้าแต่พระเจ้า ไม่มีการใช้ชีวิตใดนอกจากการใช้ชีวิตเพื่อปรโลก ดังนั้นโปรดอภัยโทษแก่ชาวอันศอรและมุหะญิรีนด้วยเถิด”
บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ และมุสลิมท่านนบีศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมได้แจ้งว่า แท้จริงแล้วไม่มีชีวิตที่แท้จริงใด ๆ นอกจากชีวิตในปรโลก ที่อยู่ภายใต้ความโปรดปราน ความเมตตา และสวนสวรรค์ของอัลลอฮ์ เพราะชีวิตในโลกดุนยานั้นเป็นสิ่งที่ต้องดับสูญ ส่วนชีวิตในอาคิเราะฮ์นั้นคือชีวิตที่ถาวรและคงอยู่ตลอดไป จากนั้นท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ก็ได้วิงวอนขออภัยโทษ ความมีเกียรติ และความดีงามแก่พวกอันศอร ที่ให้ที่พำนักแก่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และบรรดาผู้อพยพ (มุฮาญิรูน) ทั้งยังช่วยเหลือพวกเขา และแบ่งปันทรัพย์สินของตนให้ และยังได้วิงวอนให้แก่บรรดามุฮาญิรูนด้วย ซึ่งเป็นผู้ที่ละทิ้งบ้านเกิดและทรัพย์สินของตนเพื่อแสวงหาความโปรดปรานจากอัลลอฮ์ และความพึงพอพระทัยจากพระองค์
จากอบูฮุร็อยเราะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า ฉันได้ยิน ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: "จงจำไว้ว่า แท้จริงโลกนี้ถูกสาปแช่ง ทุกสิ่งที่อยู่ในนั้นถูกสาปแช่ง ยกเว้นการรำลึกถึงอัลลอฮ์ และสิ่งที่ใกล้เคียงกัน และผู้รู้ หรือผู้เรียน"
บันทึกโดย อัต-ตัรมีซีย์ เเละอิบนุมาญะฮ์ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมโลกนี้และสิ่งต่างๆ ที่อยู่ในนั้นเป็นสิ่งที่ไม่เป็นที่รักของอัลลอฮ์ และเป็นสิ่งที่น่าตำหนิ ถูกละทิ้ง และถูกทำให้ห่างไกลออกไป สิ่งที่อยู่ในโลกนี้ไม่ได้รับการชมเชย เพราะมันทำให้ผู้คนหลงลืมจากอัลลอฮ์และห่างไกลจากพระองค์ ยกเว้นการระลึกถึงอัลลอฮ์ และสิ่งที่ใกล้เคียงกับมันหรือสอดคล้องกับมัน ซึ่งอัลลอฮ์ทรงรัก เช่น ผู้รู้ที่มีความรู้ทางศาสนาและสอนคนอื่น หรือผู้เรียนที่เรียนรู้เพื่อจะนำไปใช้
จากวะห์ชีย์ บิน หัรบ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ: พวกเขากล่าวว่า: โอ้ท่านรอซูลุลลอฮ์ พวกเรากินแล้วยังไม่อิ่ม เขากล่าวว่า: “บางทีพวกท่านรับประทานอาหารโดยแยกกัน?” พวกเขากล่าวว่า: ใช่ เขากล่าวว่า: "ถ้าเช่นนั้นพวกท่านจงรับประทานอาหารของพวกท่านร่วมกัน และเอ่ยพระนามของพระเจ้าเหนือมื้อนั้น พระองค์จะทรงประทานความจำเริญแก่พวกท่านในนั้น"
บันทึกโดย อบูดาวูด และอิบนุมาญะฮ์ และอะห์มัดบรรดาเศาะฮาบะฮฺบางคนได้ถามท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม โดยพวกเขากล่าวว่า: เรากิน แต่เราไม่รู้สึกอิ่ม ท่านเราะซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวแก่พวกเขาว่า: พวกท่านน่าจะแยกย้ายกันรับประทานอาหาร โดยที่แต่ละคนกินของตนเอง ใช่หรือไม่? พวกเขากล่าวว่า: ใช่ เขากล่าวว่า: ดังนั้นจงรวมตัวกันและรับประทานอาหารโดยไม่ต้องแยกจากกัน และเอ่ยพระนามของพระเจ้าเมื่อรับประทานอาหารโดยกล่าวว่า: "บิสมิลลาฮ์" และพระองค์จะทรงประทานความจำเริญแก่พวกท่านในนั้นและจะได้รับความอิ่มเอมในมื้อนั้น
จากอนัส บิน มาลิก เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า: ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “เมื่อฉันถูกพาขึ้น (สู่ฟากฟ้าในเหตุการณ์อิสราอฺและมิอฺรอจญ์) ฉันได้ผ่านกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งพวกเขามีเล็บที่ทำจากทองแดง กำลังข่วนใบหน้าและหน้าอกของตนเองด้วยเล็บนั้น ฉันจึงถามว่า: โอ้ญิบรีล พวกเขาเหล่านี้คือใคร? ญิบรีลตอบว่า: พวกนี้คือผู้ที่กินเนื้อพี่น้องของตน (คือ นินทาผู้อื่น) และละเมิดต่อเกียรติของผู้อื่น”
บันทึกโดย อบูดาวูดท่านนบี ศ็อลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้บอกว่า เมื่อเขาได้ขึ้นสู่ชั้นฟ้าในคืนการเดินทางอิสรออ์ วัลมิอ์รอจ ได้ทรงเดินผ่านผู้คนที่พวกเขามีเล็บที่ทำจากทองแดง พวกเขาได้ทำการข่วน ฉีกใบหน้าและหน้าอกของพวกเขา ดังนั้นท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะบัยฮิวะสัลลัม จึงได้ถามญิบรีล อะลัยฮิสสลาม ว่า: ผู้คนเหล่านี้ทำอะไร จึงได้รับการตอบแทนด้วยความทรมานนี้? ญิบรีล อะลัยฮิสสลาม ตอบว่า: คนเหล่านี้คือผู้ที่กล่าวร้ายผู้คนและพูดจาดูหมิ่นเกียรติของพวกเขาอย่างไม่ยุติธรรม
จากอบีมูซา เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ จากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: "แท้จริงอุปมาสิ่งที่อัลลอฮ์ได้ส่งฉันมาด้วยกับสิ่งนั้น จากทางนำและความรู้ เปรียบเสมือนน้ำฝนที่ได้หลั่งลงมายังพื้นดิน โดยที่จากผืนดินนั้น มีประเภทที่ดี ที่มันเก็บน้ำไว้ แล้วมันได้ทำให้พืชผักนานาชนิด ได้งอกเงยขึ้นมา และจากผืนดินนั้น เป็นที่เก็บน้ำ และอัลลอฮ์ได้ให้ผู้คนได้รับประโยชน์ด้วยกับผืนดินประเภทนั้น โดยที่พวกเขาได้ดื่มน้ำจากผืนดินนั้น และนำไปรดพืชผัก และน้ำฝนนั้นได้หลั่งลงไปยังดินอีกประเภทหนึ่ง ซึ่งเป็นดินที่ไม่สามารถเก็บน้ำได้ และไม่สามารถให้พืชผักงอกเงยขึ้นมาได้ ดังกล่าวนั้น คือการเปรียบเปรย บุคคลที่เขาได้เข้าใจในศาสนาของอัลลอฮ์ และเขาได้ประโยชน์จากมัน ต่อสิ่งที่อัลลอฮ์ได้ส่งฉันด้วยกับมัน แล้วเขาได้รู้ และได้นำมันไปสอน(ผู้อื่น) และเปรียบเปรยผู้ที่ไม่ได้เงยศรีษะมาสนใจในเรื่องดังกล่าว(ความรู้) และไม่รับทางนำของอัลลอฮ์ ซึ่งฉันได้ถูกส่งด้วยกับการนำมันมา"
บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ และมุสลิมท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมได้เปรียบเปรยด้วยความน่าทึ่งว่า ผู้ที่ได้รับประโยชน์จากสิ่งที่ท่านได้นำมา ไม่ว่าจะเป็นแนวทาง คำชี้แนะ หรือความรู้ศาสนา เปรียบเสมือนแผ่นดินที่ฝนตกลงมาอย่างชุ่มฉ่ำ ซึ่งแผ่นดินนั้นก็มีอยู่ 3 ประเภท: ประเภทแรก คือดินแดนที่บริสุทธิ์และดี สามารถรับน้ำฝนและผลิตพืชพรรณมากมายทั้งเปียกและแห้ง และประชาชนได้รับประโยชน์ ประเถทที่สอง แผ่นดินที่เก็บกักน้ำไว้ได้ แต่ไม่สามารถเพาะปลูกพืชผลได้ อย่างไรก็ตาม แผ่นดินนั้นก็เก็บรักษาน้ำไว้เพื่อให้ผู้คนได้ใช้ประโยชน์ เช่น ดื่มน้ำ ให้สัตว์เลี้ยงกิน และรดพืชผลของพวกเขา ประเภทที่สาม คือดินที่ราบเรียบที่ไม่กักเก็บน้ำหรือปลูกพืชผล มันไม่ได้รับประโยชน์จากน้ำนั้นเอง และผู้คนก็ไม่ได้รับประโยชน์จากมันด้วย เช่นเดียวกับบรรดาผู้ที่ฟังสิ่งที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ซึ่งถูกส่งมาด้วยความรู้และการชี้นำ ประเภทที่หนึ่ง: คือผู้มีความรู้ ผู้ศึกษาหลักศาสนาของอัลลอฮ์อย่างลึกซึ้ง ปฏิบัติตามความรู้ของตน และสอนผู้อื่นด้วย เขาเปรียบเสมือนแผ่นดินที่ดี ซึ่งดูดซับน้ำไว้แล้วเกิดประโยชน์ต่อตัวเอง และยังงอกเงยพืชพันธุ์ออกมาสร้างประโยชน์แก่ผู้อื่นด้วย ประเภทที่สอง: คือผู้ที่รักษาความรู้ไว้ แต่ไม่มีความเข้าใจลึกซึ้งหรือความสามารถในการวินิจฉัยสรุป เขาเป็นผู้รวบรวมความรู้ ใช้เวลาทั้งหมดไปกับการเก็บสะสมมัน แต่เขาอาจไม่ได้ปฏิบัติตามในส่วนของอาม้าลซุนนะฮฺ หรือยังไม่เข้าใจสิ่งที่ตนรวบรวมมาได้อย่างลึกซึ้ง เขาเปรียบเสมือนเครื่องมือสำหรับผู้อื่น และเปรียบได้กับแผ่นดินที่เก็บกักน้ำไว้ เพื่อให้ผู้คนได้ใช้ประโยชน์จากน้ำนั้น ประเภทที่สาม: คือผู้ที่ได้ยินความรู้ แต่ไม่จดจำมัน ไม่ปฏิบัติตาม และไม่ถ่ายทอดให้ผู้อื่น เขาเปรียบเสมือนแผ่นดินเค็ม หรือพื้นดินเรียบลื่น ซึ่งไม่สามารถเพาะปลูกอะไรได้ และไม่อุ้มน้ำไว้ หรือทำให้น้ำเสียสำหรับผู้อื่น
ท่านอัน-นุอ์มาน บิน บาชีร เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า: พวกเจ้ามิใช่มีอาหารและน้ำดื่มตามที่ต้องการหรือ? ข้าพเจ้าได้เห็นนบีของพวกเจ้าศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมซึ่งไม่มีแม้แต่อินทภาลัมที่เพียงพอจะเติมเต็มท้องของท่าน
บันทึกโดย มุสลิมอัล-นุอ์มาน บิน บาชีร เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้เตือนผู้คนถึงความโปรดปรานที่พวกเขาได้รับ และพวกเขายังคงกินและดื่มต่อไปเท่าที่พวกเขาต้องการ จากนั้นเขาก็เล่าถึงสภาพของท่านศาสดาศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม โดยที่เขาไม่พบอินทผาลัมที่ไม่ดีมากพอที่จะเติมเต็มท้องของเขาให้อิ่ม ให้หายจากความหิวโหย
จากอบู อัล-อับบาส นั่นคือ สะฮ์ลิ อิบนุ สะอัด อัส-สาอิดีย์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ เล่าว่า: มีชายคนหนึ่งมาหาท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม แล้วถามว่า: โอ้ท่านเราะสูลุลลอฮ์! ได้โปรดชี้แนะแก่ฉันถึงการงานหนึ่ง ซึ่งเมื่อฉันทำแล้ว อัลลอฮ์จะทรงรักฉัน ในขณะเดียวกันผู้คนก็จะรักฉันด้วย ท่านตอบว่า: "จงใช้ชีวิตในโลกนี้อย่างสมถะ แล้วอัลลอฮ์จะรักท่าน และจงสมถะ (ไม่โลภและอยากได้) ในสิ่งที่อยู่กับมนุษย์ แล้วพวกเขาจะรักท่าน"
บันทึกโดยอิบนุมาญะฮฺ และท่านอื่น ๆ ด้วยสายรายงานที่หะสันชายคนหนึ่งได้ถามท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะสัลลัม เพื่อให้การชี้แนะให้เขาทำสิ่งที่หากเขาทำเช่นนั้นแล้ว อัลลอฮ์จะทรงรักเขา และผู้คนก็จะรักเขา ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะสัลลัม ก็ได้กล่าวแก่เขาว่า อัลลอฮ์จะทรงรักเจ้า ถ้าหากเจ้าละทิ้งสิ่งที่ฟุ่มเฟือยในโลกนี้ และสิ่งที่จะไม่เกิดประโยชน์แก่เจ้าในปรโลก และละทิ้งสิ่งที่อาจเป็นอันตรายต่อศาสนาของเจ้า ผู้คนจะรักเจ้า หากเจ้าละทิ้งสิ่งทางโลกที่พวกเขามี เพราะพวกเขารักมันโดยธรรมชาติ ใครก็ตามที่แย่งชิงมันไป พวกเขาจะเกลียดชังเขา และใครก็ตามที่ทิ้งมันไปเพื่อพวกเขา พวกเขาจะรักเขา
จากอัล-มิกดาม บิน มะอ์ดี การิบ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า: ฉันได้ยินท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: "ไม่มีภาชนะใดที่มนุษย์บรรจุใส่อาหารจนเต็มจะเลวร้ายไปกว่าท้องของเขาเอง เพียงพอแล้วสำหรับลูกหลานอาดัมด้วยอาหารเพียงไม่กี่คำที่สามารถทําให้กระดูกสันหลังของเขาเเข็งเเรง(หมายถึงสามารถประทังชีวิตและสร้างความแข็งแรงแก่ร่างกาย) และหากจำเป็นต้องกินจริง ๆ แล้ว ก็ (จงเตรียมท้องไว้เป็นสามส่วน) ส่วนหนึ่งสำหรับอาหาร ส่วนหนึ่งสำหรับเครื่องดื่ม และอีกส่วนหนึ่งสำหรับลมหายใจ"
บันทึกโดย อิมามอะห์มัด อัตติรมีซีย์ อันนะซาอีย์ และอิบนุมาญะฮ์ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ชี้แนะเราให้รู้จักหลักการแพทย์ประการหนึ่ง ซึ่งก็คือการป้องกัน ซึ่งเป็นหลักที่ช่วยปกป้องสุขภาพของตนเอง คือการลดปริมาณการกินอาหารลง มิหนำซ้ำให้กินเท่าที่พออิ่ม และแข็งแรงเพื่อทำงานที่จำเป็น ภาชนะที่แย่ที่สุดในการเติมเต็มคือกระเพาะอาหาร เนื่องจากว่ามันจะนำโรคร้ายแรงนับไม่ถ้วนที่เป็นผลมาจากความอิ่ม ไม่ช้าก็เร็ว ไม่ว่าจะมาจากภายในหรือภายนอกก็ตาม จากนั้น ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า: หากมนุษย์จำเป็นต้องกินจนอิ่ม ก็ให้จัดสรรอาหารในปริมาณหนึ่งในสามของกระเพาะ หนึ่งในสามสำหรับเครื่องดื่ม และอีกหนึ่งในสามสำหรับอากาศ (เพื่อการหายใจ) เพื่อจะได้ไม่เกิดความอึดอัด ความเสียหาย หรือความเฉื่อยชาในการปฏิบัติสิ่งที่อัลลอฮ์ทรงบัญชาแก่เขา ทั้งในเรื่องศาสนาและเรื่องดุนยา
จาก อนัส บิน มาลิก เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า: ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ ะอลัยฮิวะสัลลัม ได้รับรายงานบางสิ่งเกี่ยวกับบรรดาสาวกของท่าน ดังนั้นท่านจึงกล่าวสุนทรพจน์ โดยกล่าวว่า: "สวรรค์และนรกได้ปรากฏแก่ฉัน และฉันไม่เคยเห็นความดีและความชั่วเหมือนทุกวันนี้ และถ้าพวกเจ้ารู้สิ่งที่ฉันรู้ พวกเจ้าคงหัวเราะน้อยลงและร้องไห้มากขึ้น" เขากล่าวว่า: ดังนั้นไม่มีวันไหนที่เหล่าสาวกของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ประสบกับความเลวร้ายมากกว่านี้เลย เขากล่าวว่า: พวกเขาคลุมศีรษะและมีเสียงร้องให้ออกมา เขากล่าวว่า: แล้วอุมัรก็ลุกขึ้น และกล่าวว่า: พวกเราพอใจแล้ว ซึ่งอัลลอฮ์ในสถานะพระเจ้าของเรา อิสลามในสถานะศาสนาของเรา และมูฮัมหมัดในสถานะศาสดาของเรา เขากล่าวว่า: แล้วชายคนนั้นก็ลุกขึ้นแล้วกล่าวว่า ใครคือพ่อของฉัน? เขากล่าวว่า: “พ่อของเจ้าคือคนนั้น” ดังนั้นอายะฮ์จึงถูกประทานลงมา ว่า: “โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย จงอย่าถามถึงสิ่งต่างๆ หากสิ่งเหล่านี้ถูกเปิดเผยขึ้นแล้วมันก็จะก่อให้เกิดความเลวร้ายแก่พวกเจ้า” (อัล-มาอิดะฮ์) : 101]
บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ และมุสลิมท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้ยินบางอย่างเกี่ยวกับสาวกของซึ่งท่านพวกเขาถามท่านมาก ท่านจึงโกรธและพูดว่า: สวรรค์และนรกได้ปรากฏแก่ฉัน ฉันไม่ได้เห็นความดีมากกว่าสิ่งที่ฉันเห็นในวันนี้ในสวรรค์ หรือความชั่วร้ายยิ่งกว่าสิ่งที่ฉันเห็นในวันนี้ในนรก หากพวกเจ้าได้เห็นสิ่งที่ฉันเห็น และรู้สิ่งที่ฉันรู้จากสิ่งที่ฉันเห็นในวันนี้และก่อนหน้านี้ พวกเจ้าจะมีความรู้สึก น่าสงสารมาก เสียงหัวเราะของพวกเจ้าก็จะน้อยลง และการร้องไห้ของพวกเจ้าก็จะมากขึ้น อนัส เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า: ไม่มีวันใดที่บรรดาสาวกของเขา ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมรู้สึกหนักหนาเท่าวันนั้น พวกเขาต่างคลุมศีรษะของตน และมีเสียงสะอื้นออกมาจากจมูกเนื่องจากร้องไห้อย่างรุนแรง จากนั้นอุมัร เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ยืนขึ้นและกล่าวว่า: เราพอใจกับพระเจ้าเอกองค์อัลลอฮ์ในสถานะพระเจ้าของเรา และมีอิสลามเป็นศาสนาของเรา และมีมูฮัมหมัดเป็นศาสดาของเรา เขาพูดว่า: แล้วชายคนนั้นก็ลุกขึ้นแล้วพูดว่า: ใครคือพ่อของฉัน? เขาพูดว่า: “พ่อของเจ้าคือคนนั้น” ดังนั้นโองการจึงถูกประทานลงมา ว่า: (โอ้ ผู้ศรัทธาทั้งหลาย! จงอย่าถามถึงสิ่งต่างๆ หากสิ่งเหล่านี้ถูกเปิดเผยขึ้นแล้วมันก็จะก่อให้เกิดความเลวร้ายแก่พวกเจ้า) [อัลมาอิดะฮ์: 101]