





























Hadeeth Cards
Da'wa cards that highlight great meanings from the noble prophetic hadiths in a simple style and attractive display that helps the Muslim to have a deeper understanding of his religion in an easy way
All
จากฮุซัยฟะห์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า: เราอยู่กับท่านอุมัร เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ และเขากล่าวว่า: ผู้ใดในหมู่พวกเจ้าได้ยินท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม พูดถึงฟิตนะฮ์(การทดสอบหรือความวุ่นวาย)บ้างไหม? บางคนกล่าวว่า: เราได้ยิน เขากล่าวว่า: บางทีพวกท่ายอาจหมายถึงฟิตนะฮ์ของชายคนหนึ่งต่อครอบครัวและเพื่อนบ้านของเขา? พวกเขากล่าวว่า: ใช่แล้วอุมัรกล่าวว่า: นั่นเป็นสิ่งที่จะถูกลบล้างความผิดด้วยการละหมาด การถือศีลอด และการบริจาค แต่ใครบ้างในหมู่พวกเจ้าที่ได้ยินท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวถึงฟิตนะฮ์ที่ร้ายแรงดั่งคลื่นที่ซัดสาดในทะเล? ฮุซัยฟะห์กล่าวว่า: จากนั้นผู้คนก็นิ่งเงียบ ฉันจึงกล่าวว่า: ฉัน แล้วท่านอุมัรกล่าวว่า: 'ท่าน! ขอให้บิดาของท่านเป็นผู้ที่ได้รับความเมตตาจากอัลลอฮฺ'หุซัยฟะห์ กล่าวว่า: ฉันได้ยินท่านเราะซูลุลลอฮ์ กล่าวว่า: "ฟิตนะฮ์ต่างๆ จะส่งผลต่อบรรดาหัวใจ ดั่งเช่นเสื่อที่สร้างริ้วรอยของเสื่อไว้บนผิวหนังของคนที่นอนลงบนมัน หัวใจของผู้ใดที่ดื่มด่ำไปกับฟิตนะฮ์ หรือซึมซับไปกับมัน ( คือไปยอมให้กับฟิตนะฮ์นั้น ) มันก็จะทำให้หัวใจของคนผู้นั้นเกิดจุดดำขึ้นจุดหนึ่งแต่หากหัวใจของผู้ใดปฏิเสธมัน (คือไม่ยอมรับมัน ไม่ยอมให้กับฟิตนะฮ์นั้น) มันก็จะทำให้หัวใจของคนผู้นั้น เกิดจุดขาวขึ้นหนึ่งจุด นั่นแสดงว่า เมื่อหัวใจต้องเผชิญกับฟิตนะฮ์ มันก็จะทำให้หัวใจของเราแบ่งเป็นสองประเภท ประเภทที่หนึ่งมีความขาว ( มีความบริสุทธิ์ ) เสมือนหินเกลี้ยง(ที่มีความแวววาว ) เพราะฟิตนะฮ์ใด ๆ ไม่สามารถสร้างความเสียหายให้หัวใจของคนนั้นได้ ตราบเท่าที่บรรดาชั้นฟ้าและแผ่นดินยังคงดำรงอยู่ ส่วนหัวใจอีกประเภทคือ เมื่อมันเผชิญกับฟิตนะฮ์ มันจะดำมืด (เพราะไปยอมให้กับฟิตนะฮ์) เสมือนอัลคูซ ( ซึ่งเป็นภาชนะชนิดหนึ่ง) หรือเสมือนเหยือกน้ำที่วางคว่ำไว้ ไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไร เปรียบเหมือนหัวใจที่ไม่รู้จักความดีงามใดๆ เป็นหัวใจที่ไม่ปฏิเสธความชั่วความผิด เป็นหัวใจที่ยอมให้กับอารมณ์ใฝ่ต่ำของตัวเองเท่านั้น" ท่านฮุซัยฟะฮฺกล่าวว่า: "และข้าพเจ้าได้เล่าให้ท่านอุมัรฟังว่า ระหว่างท่านกับฟิตนะฮฺนั้น มีประตูบานหนึ่งซึ่งถูกปิดไว้และใกล้จะถูกพังลงแล้ว" ท่านอุมัรกล่าวว่า: "พังลงหรือ? ขอให้บิดาของท่านได้รับความเมตตา หากมันถูกเปิดออก บางทีมันอาจจะปิดได้อีก" ข้าพเจ้ากล่าวว่า: "ไม่ใช่ แต่จะถูกพังลง" และข้าพเจ้าได้บอกแก่อุมัรว่า ประตูบานนั้นคือชายคนหนึ่งที่ถูกฆ่าหรือตาย เรื่องนี้เป็นสิ่งที่แน่นอน ไม่มีความผิดพลาดใดๆ อาบูคอลิด กล่าวว่า: "ข้าพเจ้าได้ถามท่านสะอัดร่อฎิยัลลอฮุอันฮุว่า: 'โอ้ อบูมาลิก อะไรคือ อะซวัด มุรฺบัดด์?' ท่านตอบว่า: 'คือสีดำที่มีความขาวปะปนอยู่อย่างเข้มข้น' ข้าพเจ้าจึงถามอีกว่า: 'แล้วคำว่า อัลกูซ มุญัคคียัน คืออะไร?' ท่านตอบว่า: 'คือภาชนะที่ถูกพลิกกลับหัวลง'"
บันทึกโดย มุสลิมท่านอุมัร อิบนุ อัลค็อตต็อบ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ผู้เป็นผู้นำของบรรดาผู้ศรัทธา กำลังอยู่ในที่ประชุมของเขา โดยมีบรรดาเซาะฮาบะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุม หลายคนอยู่ด้วย แล้วท่านก็กล่าวกับพวกเขาว่า: ผู้ใดในหมู่พวกเจ้าเคยได้ยินท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวถึงฟิตนะฮ์(การทดสอบหรือความวุ่นวาย)บ้างไหม? บางคนกล่าวว่า: เราได้ยินท่านนบีกล่าวถึงฟิตนะฮ์ และอุมัร เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า: ท่านอุมัร เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ จึงกล่าวว่า: บางทีพวกท่านอาจหมายถึงการทดสอบและบททดสอบของบุคคลในเรื่องเฉพาะของเขา เช่น การทดสอบในภรรยาและลูกของเขา เนื่องจากความรักที่มากเกินไปที่เขามีต่อพวกเขา ความหวงแหนที่เขามีต่อพวกเขา หรือความยุ่งเหยิงที่เขามีต่อพวกเขาจนทำให้ละเลยการทำความดีจำนวนมาก หรือบางทีเนื่องจากการละเลยหน้าที่ที่ควรปฏิบัติต่อพวกเขา เช่น การให้สิทธิ การอบรม และการสอนพวกเขา หรือบางทีฟิตนะฮฺในเพื่อนบ้านของเขาและสิ่งที่คล้ายกันนั้น บางทีพวกท่านอาจหมายถึงสิ่งนั้น? พวกเขากล่าวว่า: ใช่ ท่านอุมัรกล่าวว่า:“นั่นเป็นฟิตนะฮฺที่เรียกร้องให้มีการตรวจสอบตัวเอง และในบรรดาสิ่งเหล่านั้นยังมีบาปที่หวังว่าจะได้รับการลบล้างด้วยความดี เช่น การละหมาด การถือศีลอด และการบริจาคทาน” แต่ใครในพวกเจ้าที่ได้ฟังท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวถึงฟิตนะฮ์ทั่วๆ ไป ซึ่งยิ่งใหญ่และเยอะจนรบกวนผู้คนเหมือนคลื่นทะเลที่ปั่นป่วน? ดังนั้นผู้คนจึงนิ่งเงียบ ดังนั้นฮุซัยฟะห์ บิน อัล-ยามาน เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า: ฉันได้ยินจากท่านนบี ดังนั้นอุมัร เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ก็มีความยินดี และกล่าวแก่เขาว่า: ขออัลลอฮ์ทรงชี้แนะบิดาของท่านไม่ว่าเขาจะพาไปที่ใดเช่นเจ้า ดังนั้นจงกล่าวมาเถิด ฮุซัยฟะห์กล่าวว่า: ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: ฟิตนะฮฺปรากฏขึ้นและเกาะติดกับส่วนต่าง ๆ และด้านข้างของหัวใจมนุษย์ เหมือนกับเสื่อที่เกาะติดกับด้านข้างของผู้ที่นอนอยู่บนนั้น และฟิตนะฮฺส่งผลกระทบต่อหัวใจอย่างรุนแรงจากการเกาะติดกับมัน ฟิตนะฮฺเหล่านี้จะกลับมาและเกิดซ้ำ ๆ เป็นฟิตนะฮฺต่อเนื่องกันไป ดังนั้น หัวใจใดที่ฟิตนะฮฺเข้าไปอยู่ในนั้น และมันรักฟิตนะฮฺนั้น รวมถึงผสมกลมกลืนเหมือนกับเครื่องดื่มที่ซึมเข้าไปในหัวใจ จะมีจุดสีดำถูกแต้มลงในหัวใจนั้น แต่หัวใจใดที่ปฏิเสธฟิตนะฮฺ จะมีจุดสีขาวถูกแต้มลงในหัวใจนั้น จนกระทั่งหัวใจจะแบ่งออกเป็นสองประเภท คือ หัวใจที่ขาวบริสุทธิ์ เนื่องจากความหนักแน่นในการยึดมั่นศรัทธา ความปลอดภัยจากความบกพร่อง และเพราะฟิตนะฮฺไม่ได้เกาะติดหรือส่งผลกระทบต่อหัวใจนั้น เหมือนกับหินที่เรียบลื่นซึ่งไม่มีสิ่งใดเกาะติดกับมันได้ ฟิตนะฮฺจึงไม่สามารถทำอันตรายต่อหัวใจนั้นได้จนกระทั่งมันได้พบกับอัลลอฮฺ ใจอีกดวงหนึ่งเป็นใจที่เปลี่ยนสีเป็นสีดำ เพราะถูกฟิตนะฮ์เหมือนเหยือกที่เอียงหรือคว่ำซึ่งไม่มีน้ำเหลืออยู่ เช่นเดียวกัน ใจนี้ก็ไม่มีความดีหรือปัญญาติดอยู่ และไม่ปฏิเสธสิ่งที่ผิด ยกเว้นสิ่งที่ตนรักและตัณหาของตัวเองชอบ ฮุซัยฟะฮ์กล่าวกับอุมัรว่า: ฟิตนะฮ์เหล่านั้นจะไม่เกิดขึ้นในชีวิตของท่านเลย และระหว่างท่านกับฟิตนะฮ์เหล่านั้นมีกั้นอยู่ซึ่งมันกำลังจะพังทลาย อุมัรกล่าวว่า: มันจะพังทลายลงหรือ? ถ้ามันถูกเปิด บางทีมันอาจถูกปิดอีกครั้ง ฮุซัยฟะห์กล่าวว่า: ไม่หรอก มันจะพัง และประตูนั้นคือผู้ชายที่จะถูกฆ่าหรือตาย สิ่งที่ฉันกล่าวถึงคือความจริงที่ตรวจสอบได้ และไม่ได้มาจากงานเขียนของนักเขียน หรือจากความคิดเห็นของบุคคลใด แต่มาจากหะดีษของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม
จากท่านหญิงอาอิชะห์ ผู้เป็นมารดาของผู้ศรัทธา เราะฎิยัลลอฮุอันฮา กล่าวว่า: หญิงยากจนคนหนึ่งอุ้มลูกสาวสองคนมาหาฉัน (เพื่อขอบริจาค) และฉันก็ได้ให้อินทผาลัมแก่เขา สามลูก จากนั้นเขาก็ได้แบ่งอินทผาลัมนั้นโดยให้แก่ลูกสาวของเขาทั้งสองคนละลูก และเมื่อเขาต้องการกินอิทผาลัม (ที่เหลือสำหรับเขา) ลูกสาวเขาทั้งสองคนก็ขอ (เพิ่ม) อีก ดังนั้นเขาจึงแบ่งอินทผาลัมนั้น (เป็นสองซีก) เพื่อให้แก่ลูกสาวของเขาทั้งสอง และเหตุการณ์นี้ทำให้ฉันประทับใจอย่างยิ่ง และฉันก็ได้เอาเรื่องนี้เล่าให้ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮ์ อลัยฮิ วะสัลลัม ทราบ ท่านจึงกล่าวว่า: "แท้จริงอัลลอฮ์ทรงกำหนดให้แม่คนนี้ได้เข้าสวนสวรรค์ หรือพระองค์จะทรงปลดปล่อยเธอจากไฟนรกอย่างแน่นอน"
บันทึกโดย มุสลิมท่านหญิงอาอิชะห์ ผู้เป็นมารดาของผู้ศรัทธา เราะฎิยัลลอฮุอันฮา เล่าว่าหญิงยากจนคนหนึ่งซึ่งมีบุตรสาวสองคนได้มาขอบริจาคจากเธอ และเธอก็ได้ให้อินทผาลัมแก่เขา สามลูก จากนั้นเขาก็ได้แบ่งอินทผาลัมนั้นโดยให้แก่ลูกสาวของเขาทั้งสองคนละลูก และเมื่อเขาต้องการกินอิทผาลัม (ที่เหลือสำหรับเขา) ลูกสาวเขาทั้งสองคนก็ขอ (เพิ่ม) อีก ดังนั้นเขาจึงแบ่งอินทผาลัมนั้น (เป็นสองซีก) เพื่อให้แก่ลูกสาวของเขาทั้งสอง และเหตุการณ์นี้ทำให้เธอประทับใจอย่างยิ่ง และเธอก็ได้เอาเรื่องนี้เล่าให้ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮ์ อลัยฮิ วะสัลลัม ทราบ ท่านจึงกล่าวว่า: พระเจ้าได้ประทานสวรรค์แก่เขาด้วยอินทผาลัมลูกนี้ หรือปลดปล่อยเขาจากไฟนรก
จากอบูฮุร็อยเราะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า: ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: เมื่อใดก็ตามที่ใครสักคนเข้ามาถึงที่รวมตัว เขาจงกล่าวสลาม และเมื่อเขาต้องการลุกจากที่นั้นก็ให้เขากล่าวสลามด้วย เพราะการกล่าวสลามครั้งแรกไม่ได้มีความสำคัญมากกว่าครั้งที่สอง
บันทึกโดย อบูดาวูด อัตติรมิซีย์ อันนะซาอีย์ในหนังสืออัลกุบรอ และอะห์มัดท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้สั่งสอนว่า ใครก็ตามที่มาถึงบริเวณที่ผู้คนนั่งก็ให้เขากล่าวสลามแก่พวกเขา และถ้าเขาต้องการลุกขึ้น เขาก็ควรกล่าวสลามลาพวกเขา ทั้งนี้ก็เพราะว่าการกล่าวสลามในครั้งแรกเมื่อมาถึงนั้น ไม่ได้สำคัญกว่าการกล่าวสลามครั้งที่สองเมื่อจะออกไป
จากมูศอับ บิน สะอัด กล่าวว่า: ซะอัด เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ เห็นว่าเขามีความเหนือกว่าผู้อื่นที่ต่ำกว่าตนดังนั้นท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: "ไม่ใช่เพราะผู้ที่อ่อนแอจากหมู่พวกเจ้าดอกหรือ ! พวกเจ้าจึงได้รับความช่วยเหลือ (ชัยชนะ) และได้รับการประทานปัจจัยยังชีพ (ที่มากมาย)?"
บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ซะอัด บิน อบี วักก็อซ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ คิดว่าเขามีความเหนือกว่าผู้ที่อ่อนแอกว่าเขา เนื่องจากความกล้าหาญของเขาและอื่นๆ! ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: เจ้าจะไม่ได้รับชัยชนะและการยังชีพเว้นแต่ผ่านทางผู้ที่อ่อนแอในหมู่พวกเจ้า ผ่านการวิงวอน การเคารพภักดี และความจริงใจของพวกเขามิใช่หรือ? พวกเขามักจะจริงใจมากกว่าในการวิงวอนและการถ่อมตนในการเคารพถักดี เพราะใจของพวกเขาปราศจากการยึดติดกับกับดักของโลกนี้
จากฮุซัยฟะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า: เมื่อใดก็ตามที่เราถูกเชิญให้กินอาหารร่วมกับท่านนบี ศ็อลลัลลอฮ์ อลัยฮิ วะสัลลัม เราจะไม่วางมือของเราลงก่อน จนกว่าท่านนบี ศ็อลลัลลอฮ์ อลัยฮิ วะสัลลัม และจะเริ่มก่อน ครั้งหนึ่งเราเคยถูกเชิญให้รับประทานอาหารพร้อมกับท่าน มีเด็กหญิงคนหนึ่งเข้ามาเหมือนถูกผลักให้เดินเข้ามา แล้วเธอก็เอามือวางเพื่อหยิบอาหาร แต่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮ์ อลัยฮิ วะสัลลัม จับมือของเธอไว้ หลังจากนั้น ก็ได้มีชายอาหรับเร่ร่อนคนหนึ่งเข้ามาเหมือนถูกผลักให้เดินเข้ามา แล้วเขาก็เอามือวางเพื่อหยิบอาหาร แต่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮ์ อลัยฮิ วะสัลลัม จับมือของเขาไว้ แล้วท่านนบี ศ็อลลัลลอฮ์ อลัยฮิ วะสัลลัม ก็กล่าวว่า: “แท้จริงชัยฏอนจะถือว่าอาหารนั้นเป็นที่ฮะลาลสำหรับมัน เมื่อไม่มีการกล่าวพระนามของอัลลอฮฺ (บิสมิลลาฮฺ) เหนืออาหารนั้น และแท้จริงมัน (ชัยฏอน) ได้นำเด็กหญิงคนนี้มาเพื่อจะทำให้อาหารนี้ฮะลาลแก่ตนเอง ฉันจึงจับมือของเธอไว้ และมันก็นำชายอาหรับเร่ร่อนคนนี้มาอีกเพื่อจะใช้เขาทำให้อาหารนี้ฮะลาลแก่ตนเอง ฉันจึงจับมือของเขาไว้ และขอสาบานด้วยผู้ซึ่งชีวิตของฉันอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ว่า มือของชัยฏอนนั้นอยู่ในมือของฉันพร้อมกับมือของทั้งสองคนนี้"
บันทึกโดย มุสลิมฮุซัยฟะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า: เมื่อพวกเขาถูกเชิญให้กินอาหารร่วมกับท่านนบี ศ็อลลัลลอฮ์ อลัยฮิ วะสัลลัม พวกเขาจะไม่วางมือของเราลงก่อน จนกว่าท่านนบี ศ็อลลัลลอฮ์ อลัยฮิ วะสัลลัม จะเริ่มก่อน ครั้งหนึ่งเราเคยถูกเชิญให้รับประทานอาหารพร้อมกับท่าน มีเด็กหญิงคนหนึ่งเข้ามาเหมือนถูกผลักให้เดินเข้ามา แล้วเธอก็เอามือวางเพื่อหยิบอาหาร แต่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮ์ อลัยฮิ วะสัลลัม จับมือของเธอไว้ หลังจากนั้น ก็ได้มีชายอาหรับเร่ร่อนคนหนึ่งเข้ามาเหมือนถูกผลักให้เดินเข้ามา แล้วเขาก็เอามือวางเพื่อหยิบอาหาร แต่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮ์ อลัยฮิ วะสัลลัม จับมือของเขาไว้ แล้วท่านนบี ศ็อลลัลลอฮ์ อลัยฮิ วะสัลลัม ก็กล่าวว่า: แท้จริงซาตานสามารถกินอาหารได้ หากมีคนเริ่มมันโดยไม่เอ่ยถึงพระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพ และเขานำคนรับเด็กหญิงคนนี้มาเพื่อให้เธอกิน แต่มือเธอถูกจับไว้ และเขาได้นำชาวอาหรับเร่ร่อนคนหนึ่ง และฉันขอสาบานต่อผู้ที่วิญญาณของฉันอยู่ในมือเขา แท้จริงมือของเขา และมือของเธออยู่ในมือของฉันแล้ว จากนั้นท่านจึงเอ่ยถึงพระนามของพระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพ แล้วก็เริ่มกิน
จากอบูฮุร็อยเราะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า: ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “โลกนี้เป็นคุกของผู้ศรัทธาและเป็นสวรรค์ของผู้ปฏิเสธศรัทธา”
บันทึกโดย มุสลิมท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้แจ้งว่า ชีวิตในโลกดุนยาเปรียบเสมือนคุกสำหรับผู้ศรัทธา เพราะเขาต้องยึดมั่นในภาระหน้าที่ทางศาสนา ทั้งในแง่การกระทำในสิ่งที่ได้รับคำสั่ง และการละเว้นสิ่งที่ถูกห้าม เมื่อเขาเสียชีวิต เขาก็จะได้รับความผ่อนคลายจากภาระเหล่านี้ และเปลี่ยนสภาพไปสู่ความสุขอันถาวรที่อัลลอฮฺได้เตรียมไว้ให้ ส่วนโลกดุนยานั้นเปรียบเสมือนสวรรค์สำหรับผู้ปฏิเสธศรัทธา เพราะเขาสามารถกระทำตามความปรารถนาและตัณหาของตนได้อย่างเสรี แต่เมื่อเขาตาย เขาจะต้องเผชิญกับการลงโทษถาวรที่อัลลอฮฺทรงเตรียมไว้สำหรับเขาในวันกิยามะฮฺ
จากหะกีม บิน หิซาม เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า: ฉัน (หมายถึงหะกีม) ขอ (ทรัพย์) จากท่านร่อซูลุลลอฮฺศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม แล้วท่านก็ให้ฉัน ต่อมาฉันก็ขออีก แล้วท่านก็ให้ฉันอีก แล้วท่านกล่าวกับฉันว่า:"โอ้หะกีม แท้จริงทรัพย์สินนั้นเขียวสดและหวาน (น่าปรารถนา) ใครก็ตามที่รับมันด้วยจิตใจที่ไม่โลภ ก็จะได้รับความศิริมงคลในทรัพย์นั้น และผู้ใดที่รับมันด้วยความละโมบ ก็จะไม่ได้รับความศิริมงคล และเขาจะเป็นดั่งคนที่กินแล้วไม่อิ่ม และมือที่อยู่ด้านบนย่อมดีกว่ามือที่อยู่ด้านล่าง" หะกีมกล่าวว่า: “โอ้ท่านร่อซูลของอัลลอฮฺ ขอสาบานต่อผู้ทรงส่งท่านมาด้วยสัจธรรม ฉันจะไม่ขอสิ่งใดจากใครเลยหลังจากท่าน จนกว่าฉันจะจากโลกนี้ไป” หลังจากนั้น อบูบักร ได้เรียกหะกีมเพื่อจะมอบทรัพย์ให้เขา แต่เขาปฏิเสธที่จะรับ แล้วต่อมา อุมัร ก็เรียกเขาเพื่อจะมอบทรัพย์ให้ แต่เขาก็ยังปฏิเสธอีก อุมัรจึงกล่าวว่า: “โอ้กลุ่มชนมุสลิม! แท้จริงฉันเสนอสิทธิ์ของเขาที่อัลลอฮฺทรงกำหนดไว้ในทรัพย์ที่ได้มานี้แก่เขา แต่เขากลับปฏิเสธที่จะรับมัน” และหะกีมก็ไม่เคยขอหรือรับอะไรจากใครเลยหลังจากท่านนบีศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จนกระทั่งเขาเสียชีวิต ขออัลลอฮฺทรงเมตตาเขาเถิด
บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ และมุสลิมหะกีม บิน หิซาม เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้ขอสิ่งของจากโลกดุนยา (ทรัพย์สมบัติ) จากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม แล้วท่านก็ให้เขา จากนั้นเขาขออีกครั้งหนึ่ง ท่านนบีก็ให้เขาอีก แล้วท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ก็กล่าวกับเขาว่า" "โอ้หะกีม แท้จริงทรัพย์สินนี้เป็นสิ่งที่ผู้คนปรารถนาและใฝ่หา ผู้ใดที่ทรัพย์นั้นมาหาเขาโดยที่เขาไม่ได้ร้องขอ และเขารับมันโดยไม่มีความโลภและความเร่งเร้าในจิตใจ ทรัพย์นั้นจะได้รับความศิริมงคลแก่เขา แต่ผู้ใดที่รับมันด้วยความละโมบและความอยากในใจ จะไม่มีความศิริมงคลในทรัพย์นั้น และเขาจะเป็นเหมือนกับผู้ที่กินแต่ไม่อิ่ม และแท้จริง มือที่อยู่ด้านบน ซึ่งเป็นมือที่ให้ ย่อมดีกว่า มือที่อยู่ด้านล่าง ซึ่งเป็นมือที่ขอ ต่ออัลลอฮ์" แล้ว หะกีม ก็กล่าวว่า: ฉันกล่าวว่า: โอ้ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ ขอสาบานต่อพระองค์ผู้ทรงส่งท่านมาด้วยความจริง ข้าพเจ้าจะไม่ทำให้ทรัพย์สมบัติของผู้ใดลดน้อยลงด้วยการขอจากเขาหลังจากท่าน จนกว่าข้าพเจ้าจะจากโลกนี้ไป และท่านเคาะลีฟะฮ์ อบู บักร์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้เรียกหะกีมมา เพื่อมอบทรัพย์แก่เขา แต่เขาปฏิเสธที่จะยอมรับสิ่งใดจากเขา จากนั้นผู้นำของบรรดาผู้ศรัทธา ท่านอุมัร เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ จึงเรียกเขา เพื่อมอบมอบทรัพย์แก่เขา แต่เขาปฏิเสธรับมัน ท่านอุมัรจึงกล่าวว่า: โอ้หมู่ชนมุสลิมทั้งหลาย! แท้จริงฉันได้เสนอสิทธิ์ของเขา ซึ่งอัลลอฮ์ได้กำหนดไว้สำหรับเขา จากทรัพย์ฟัยอ์ (ทรัพย์ที่ได้จากพวกกาเฟรโดยไม่มีการทำสงครามหรือญิฮาด) ซึ่งเป็นของที่ได้มาแก่บรรดามุสลิม แต่เขากลับปฏิเสธที่จะรับมัน"ดังนั้น หะกีม จึงไม่เคยลดทรัพย์สินของใครเลยด้วยการร้องขอ หลังจากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมจนกระทั่งเขาเสียชีวิต ขออัลลอฮ์ทรงพอพระทัยเขาเถิด
จากอบูฮุร็อยเราะฮ์ เราะฎิยัลลอฮฺอันฮุ ได้กล่าวว่า: ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: "บางทีผู้ที่ผมสุดรุงรังและมักถูกผลักไปยังประตู หากเขาสาบานต่ออัลลอฮ์ แน่นอนเขาจะได้รับการตอบรับจากพระองค์"
บันทึกโดย มุสลิมท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้บอกว่า บางคนมีผมยุ่งเหยิงและมีฝุ่นเต็มตัว ไม่ทาแป้งและไม่ชอบล้างตัวบ่อยๆ โดยที่เขามิได้รับความเคารพจากผู้คน พวกเขาผลักเขาออกจากประตูและขับไล่เขาออกไปด้วยความดูถูก แต่หากเขาสาบานว่าจะทำสิ่งใด อัลลอฮ์จะทำให้มันเกิดขึ้นเพื่อเกียรติยศของเขา โดยการตอบสนองคำขอของเขาและป้องกันเขาจากการผิดสาบาน นั่นคือความประเสริฐและสถานะที่สูงส่งของเขาที่มีต่ออัลลอฮ์
จากสะอัด บิน อบี วักกอศ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า: เราอยู่กับท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และท่านกล่าวว่า: "มีอุปสรรคใดในหมู่พวกท่าน ที่ทำให้ไม่สามารถทำความดีนับพันครั้งได้ในทุกๆ วัน" จากนั้นผู้ซักถามคนหนึ่งจากผู้ฟังของเขาถามเขาว่า: คนใดคนหนึ่งในหมู่เรานั้นจะได้บุญนับพันครั้งได้อย่างไร? เขากล่าวว่า: “ให้ทำการกล่าวว่าตัสบีห์ (ซุบหานัลลอฮ์) ร้อยครั้ง เขาจะได้รับการจดบันทึกแก่เขาหนึ่งพันความดี หรือไม่บาปพันครั้งจะถูกลบล้างไปจากเขา”
บันทึกโดย มุสลิมท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ถามสหายของเขา ว่า: คนหนึ่งคนใดในหมู่พวกท่าน ไม่สามารถได้รับความดีนับพันครั้งในทุกวันหรอกหรือ! ผู้ที่นั่งฟังคนหนึ่ง พูดว่า: คน ๆ หนึ่งจะได้รับความดีนับพันครั้งอย่างง่ายดายในหนึ่งวันได้อย่างไร? เขากล่าวว่า: ให้ทำการกล่าวว่า: “ซุบหานัลลอฮ์” ร้อยครั้ง แล้วความดีนับพันครั้งจะถูกบันทึกไว้แก่เขา เพราะความดีหนึ่งอย่างมีค่าเป็นสิบเท่า หรือไม่เช่นนั้น ความชั่วนับพันครั้งจะถูกลบล้างไปจากเขา