





























Hadeeth Cards
Da'wa cards that highlight great meanings from the noble prophetic hadiths in a simple style and attractive display that helps the Muslim to have a deeper understanding of his religion in an easy way
All
จากอิบนุอุมัร เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา รายงานว่า: ชายผู้หนึ่งจากสาวกของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ฝันเห็นลัยละตุลก็อดร์ ในช่วงเจ็ดคืนสุดท้าย และท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จึงกล่าวว่า: « ฉันเห็นความฝันของพวกเจ้าว่า มันจะเกิดขึ้นในเจ็ดคืนสุดท้าย ดังนั้นใครก็ตามที่แสวงหาเรื่องนี้ ควรแสวงหามันในเจ็ดคืนสุดท้าย”
บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ และมุสลิมเศาะฮาบะฮ์กลุ่มหนึ่งของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้ฝันเห็นว่า ลัยละตุลก็อดร์จะเกิดขึ้นในช่วงเจ็ดคืนสุดท้ายของเดือนรอมฎอน ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม) ได้กล่าวว่า: 'ฉันเห็นความฝันของพวกท่านสอดคล้องกันว่าคืนลัยละตุลก็อดรฺอยู่ในเจ็ดคืนสุดท้ายของเดือนรอมฎอน ดังนั้น ผู้ใดที่ตั้งใจแสวงหามันและมุ่งมั่นที่จะค้นหามัน ก็จงพยายามอย่างเต็มที่ด้วยการประกอบการงานที่ดีในเจ็ดคืนสุดท้าย ซึ่งคืนลัยละตุลก็อดรฺมีความเป็นไปได้มากที่สุดว่าจะอยู่ในเจ็ดคืนสุดท้าย ซึ่งเริ่มตั้งแต่คืนที่ 24 หากเดือนรอมฎอนมี 30 วัน และเริ่มตั้งแต่คืนที่ 23 หากเดือนรอมฎอนมี 29 วัน'"
จากอบูซัรรฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้กล่าวว่า: มีคนกลุ่มหนึ่งจากบรรดาสาวกของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวแก่ท่านนบี ว่า: “โอ้ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม คนที่ร่ำรวยพวกเขาเอาผลบุญไปหมดแล้ว พวกเขาละหมาดเหมือนกับพวกเราละหมาด พวกเขาถือศีลอดเหมือนกับพวกเรา และพวกเขาทำศอดาเกาะห์ด้วยกับทรัพย์สินที่มีอย่างเหลือล้นของพวกเขา” ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จึงกล่าวตอบว่า “มิใช่อัลลอฮ์หรอกหรือ ที่ได้ทรงทำให้พวกเจ้าสามารถที่จะทำศอดาเกาะห์ได้? นั่นก็เพราะว่าในทุกๆการกล่าวว่า “ซุบฮานัลลอฮ์” คือการทำศอดะเกาะห์ และทุกๆการกล่าวว่า “อัลลอฮุอักบัร” คือการทำศอดะเกาะห์ และทุกๆการกล่าวว่า “อัลฮัมดุลิ้ลละฮ์” คือการทำศอดะเกาะห์ และทุกๆการกล่าวว่า “ลาอิลาฮะอิ้ลลัลลอฮ์” คือการทำศอดะเกาะห์ และการใช้กันให้ทำความดีคือการทำศอดะเกาะห์ และการห้ามปรามกันมิให้ทำความชั่ว คือการทำศอดะเกาะห์ และการมีเพศสัมพันธ์ของพวกท่าน(กับภรรยา) คือการทำศอดะเกาะห์” บรรดาสาวกจึงกล่าวต่อว่า : “โอ้ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เวลาที่พวกเรามีความต้องการและร่วมหลับนอนกับภรรยาของพวกเรานั้นได้ผลบุญด้วยหรือ?” ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จึงได้ตอบว่า “พวกท่านเห็นหรือไม่ว่า ถ้าหากว่าคนหนึ่งมีเพศสัมพันธ์ที่ต้องห้าม -ทำซินา- นั่นมีความผิดใช่หรือไม่? ดังนั้นถ้ามีเพศสัมพันธ์ที่ถูกต้อง(ฮะลาล)นั่นก็มีผลบุญ”
บันทึกโดย มุสลิมเศาะฮาบะฮ์ที่ฐานะยากจนบางคนร้องเรียนเกี่ยวกับสภาพชีวิตและความยากจนของตนต่อท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และการที่พวกเขาไม่สามารถทำการบริจาคทรัพย์สิน เพื่อที่จะได้รับผลตอบแทนอันมากมายเช่นเดียวกับพวกพ้องของพวกเขาที่มีทรัพย์สินมากมาย และหวังที่จะทำความดีเช่นเดียวกับพวกเขา เพราะพวกเขาทำการละหมาดเหมือนกับที่เราทำ, ถือศีลอดเหมือนที่เราทำ, และบริจาคสิ่งของที่เหลือจากทรัพย์สินของพวกเขา แต่เรากลับไม่ได้บริจาค! ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จึงชี้นำพวกเขาในสิ่งที่พวกเขาสามารถบริจาคได้ และท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: "อัลลอฮ์มิได้ทรงให้แก่พวกท่านซึ่งสิ่งที่จะใช้บริจาคทานเพื่อสร้างความดีแก่ตัวท่านเองหรอกหรือ? ซึ่งแท้จริงแล้ว การกล่าวว่า (سبحان الله) 'มหาบริสุทธิ์แด่อัลลอฮ์' ถือเป็นการทำทาน, การกล่าวว่า (الله أكبر) 'อัลลอฮ์ผู้ทรงยิ่งใหญ่ที่สุด' ก็ถือเป็นการทำทาน, การกล่าวว่า (الحمد لله) 'มวลการสรรเสริญเป็นของอัลลอฮ์' ถือเป็นการทำทาน, การกล่าวว่า (لا إله إلا الله) 'ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์' ถือเป็นการทำทาน, การสั่งใช้กันให้ทำความดี (الأمر بالمعروف) ก็ถือเป็นการทำทาน, การห้ามปรามกันจากสิ่งชั่วร้าย (النهي عن المنكر) ก็ถือเป็นการทำทาน และแม้กระทั่งการที่คนหนึ่งมีมีเพศสัมพันธ์กับภรรยาของเขา ก็ถือเป็นการทำทานเช่นกัน" พวกเขารู้สึกประหลาดใจและกล่าวว่า: โอ้ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เวลาที่พวกเรามีความต้องการและร่วมหลับนอนกับภรรยาของพวกเรานั้นได้ผลบุญด้วยหรือ? ท่านนบีกล่าวว่า: 'พวกท่านคิดเห็นอย่างไร หากเขานำสิ่งนั้นไปใช้ในสิ่งที่ต้องห้าม เช่น การผิดประเวณีหรือสิ่งอื่นๆ เขาจะได้รับบาปจากการกระทำนั้นหรือไม่?' เช่นเดียวกัน หากเขานำสิ่งนั้นไปใช้ในสิ่งที่อนุมัติ (ฮะลาล) เขาก็จะได้รับผลบุญจากการกระทำนั้นเช่นกัน
จากท่านหญิงอาอิชะฮ์ มารดาแห่งศรัทธาชน เราะฎิยัลลอฮุอันฮา เล่าว่า: เมื่อสิบคืนสุดท้ายของเดือนรอมฎอน มาถึง ท่านรอซูลุลลอฮ์ (ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม) จะทำให้ค่ำคืนมีชีวิตชีวา (ด้วยการอิบาดะฮ์) จะปลุกคนในครอบครัวของท่าน (ให้ตื่นขึ้นมาทำอิบาดะฮ์)และจะพยายามอย่างจริงจัง (ในอิบาดะฮ์) และรัดผ้านุ่งของท่านให้แน่นกระชับ(เอาจริงเอาจังและปลีกตัวออกมาจากการร่วมหลับนอนกับภรรยา)
บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ และมุสลิมเมื่อสิบคืนสุดท้ายของเดือนรอมฎอนมาถึง ท่านศาสดา ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จะใช้เวลาตลอดทั้งคืนทำการอิบาดะฮ์ต่างๆ ปลุกคนในครอบครัวของท่านให้ตื่นมาเพื่อละหมาด พยายามอย่างขยันหมั่นเพียรในการทำอิบาดะฮ์มากกว่าปกติ และแยกตัวเองออกจากภรรยาของท่าน
จากท่านหญิงอาอิชะฮ์ มารดาแห่งศรัทธาชน เราะฎิยัลลอฮุอันฮา เล่าว่า: "ไม่มีครั้งใดที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้ละหมาดหลังจากที่โองการ {إِذَا جَاءَ نَصْرُ اللَّهِ وَالفَتْحُ} {เมื่อความช่วยเหลือจากอัลลอฮ์และชัยชนะมาถึง} [อัน-นะศ็อรฺ: 1] ถูกประทานลงมา เว้นแต่ท่านจะกล่าวในละหมาดนั้นว่า:«سُبْحَانَكَ رَبَّنَا وَبِحَمْدِكَ اللَّهُمَّ اغْفِرْ لِي» “มหาบริสุทธิ์แด่พระองค์ ข้าแต่พระเจ้าของเรา และด้วยการสรรเสริญแด่พระองค์ โอ้อัลลอฮ์ ได้โปรดอภัยให้ข้าพระองค์ด้วยเถิด'" เธอกล่าวว่า: ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม มักจะกล่าวเยอะในช่วงรุกั๊วะ(การโค้งคำนับ)และสุญูด(การก้มกราบ) ความว่า “มหาบริสุทธิ์แด่พระองค์ ข้าแต่พระเจ้าของเรา และด้วยการสรรเสริญแด่พระองค์ โอ้อัลลอฮ์ โปรดยกโทษให้ข้าพระองค์ด้วยเถิด” ท่านจึงทำการตีความอัลกุรอานนี้
บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ และมุสลิมท่านหญิงอาอิชะฮ์ มารดาของผู้ศรัทธา เราฎิยัลลอฮุอันฮา ได้เล่าวให้ทราบว่า เมื่ออายะฮ์ {إذا جاء نصر الله والفتح} (เมื่อชัยชนะและการพิชิตของพระเจ้ามาถึง) ได้ถูกประทานลงมาแก่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ท่านก็ได้ทำการตีความและรีบปฏิบัติตามคำสั่งในพระดำรัสของพระองค์ที่ว่า: {فسبح بحمد ربك واستغفره} (จงสรรเสริญด้วยการสรรเสริญพระเจ้าของเจ้า และขออภัยโทษต่อพระองค์เถิด) ดังนั้น ท่านจึงมักกล่าวในขณะรุกูอ์และสุญูดระหว่างการละหมาดว่า: «سبحانك» (มหาบริสุทธิ์แด่พระองค์) เป็นการประกาศถึงความบริสุทธิ์ของพระองค์จากสิ่งที่ไม่เหมาะสมกับพระองค์ «اللهم ربنا وبحمدك» (โอ้อัลลอฮ์ พระเจ้าของเรา และด้วยการสรรเสริญของพระองค์) แสดงถึงการยกย่องและสรรเสริญพระองค์ที่สมบูรณ์ทั้งในเรื่องคุณลักษณะและการกระทำของพระองค์ «اللهم اغفر لي» “โอ้อัลลอฮ์ ขอพระองค์ทรงโปรดอภัยโทษให้แก่ข้าพระองค์ด้วยเถิด” คือทรงขจัดบาปของข้าพระองค์และมองข้ามมันไป
จากอบู อุมามะห์ อิยาส บิน ษะอ์ละบะฮ์ อัล-ฮาริษีย์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ว่า แท้จริง ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: "ผู้ใดก็ตามที่แย่งชิงสิทธิของบุคคลมุสลิมคนหนึ่งโดยการสาบานเท็จ อัลลอฮ์ได้กำหนดไฟนรกให้เขา และได้ห้ามสวนสวรรค์สำหรับเขา" มีชายคนหนึ่งถามว่า: "แม้ว่าจะเป็นสิ่งเล็กน้อยใช่ไหม โอ้ท่านเราะสูลุลลอฮ์?" ท่านนบีตอบว่า: "แม้แต่กิ่งไม้ต้นอะร๊าก (ไม้เล็ก ๆ) ก็ตาม"
บันทึกโดย มุสลิมท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้เตือนอย่างชัดเจนถึงการสาบานโดยใช้พระนามของอัลลอฮ์ในขณะที่โกหก โดยรู้ตัวว่ากำลังโกหก เพื่อแย่งชิงสิทธิของมุสลิมคนหนึ่ง ผลตอบแทนของการกระทำดังกล่าว คือ การได้รับโทษในไฟนรก และการถูกห้ามไม่ให้เข้าสวรรค์ และการกระทำเช่นนี้ถือเป็น บาปใหญ่ (กะบีเราะห์) ในศาสนาอิสลาม มีชายคนหนึ่งกล่าวว่า “โอ้ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ แม้ว่าสิ่งที่สาบานไว้นั้นจะเป็นสิ่งเล็กน้อยก็ตาม? ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จึงตอบว่า แม้สิ่งนั้นจะเป็นเพียงก้านไม้สำหรับทำความสะอาดฟัน (ซีวาก) ที่ถูกตัดมาจากต้นอะร๊ากก็ตาม"
จากท่านหญิงอาอิชะฮ์ มารดาแห่งศรัทธาชน เราะฎิยัลลอฮุอันฮา เล่าว่า: เมื่อใดก็ตามที่คนป่วยมาขอให้ดุอาอ์ให้แก่เขา ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จะกล่าวว่า: “ขอโปรดทรงให้ป่วยหายไป โอ้พระผู้อภิบาลมนุษย์ และโปรดทรงรักษาเขาด้วยเถิดเพราะพระองค์คือผู้รักษา ไม่มีการหายป่วยนอกจากด้วยการรักษาของพระองค์ เป็นการหายป่วยที่ไม่ทิ้งโรคข้างเคียงใด ๆ ตามมา ”
บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ และมุสลิมเมื่อใดก็ตามที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เยี่ยมคนป่วย เขาจะดุอาอ์เพื่อเขา โดยกล่าวว่า: โอ้พระเจ้า (ทรงกำจัด) และทรงให้หาย (ความทุกข์) และความรุนแรงของโรค (พระผู้อภิบาลมนุษย์) และผู้สร้างและผู้เลี้ยงดูของพวกเขา (และรักษา) คนป่วยนี้ (พระองค์) พระสิริจงมีแด่พระองค์ (ผู้รักษา) และฉันขอร้องต่อพระองค์ในนามของการรักษาของพระองค์ (ไม่มีวิธีรักษา) ที่สามารถเกิดขึ้นกับคนป่วย (ยกเว้นการรักษาของพระองค์) และความเป็นอยู่ที่ดีจากพระองค์ (การหาย) อย่างแน่นอน (ไม่จากไป) และยังคงอยู่และทิ้งไว้เบื้องหลังซึ่ง (ความเจ็บป่วย) อีกโรคหนึ่ง
จากอบูฮุร็อยเราะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า: ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: "หนึ่งดีนาร์ที่เจ้าได้ใช้จ่ายมันในหนทางของอัลลอฮ์ หนึ่งดีนาร์ที่เจ้าใช้จ่ายในการปล่อยทาส และหนึ่งดีนาร์ที่เจ้าบริจาคทานให้แก่คนยากจน และหนึ่งดีนาร์ที่เจ้าจ่ายให้แก่ครอบครัวของเจ้า การบริจาคที่ผลบุญยิ่งใหญ่ที่สุดก็คือ ที่เจ้าได้จ่ายให้แก่ครอบครัวของเจ้า"
บันทึกโดย มุสลิมท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวถึงการใช้จ่ายบางประเภท โดยกล่าวว่า: ดีนาร์ที่เจ้าใช้จ่ายในการทำญิฮาดเพื่อพระผู้เป็นเจ้า ดีนาร์ที่เจ้าใช้จ่ายเพื่อปลดปล่อยทาสจากการเป็นทาสและความเป็นทาส ดีนาร์ที่เจ้าบริจาคให้กับคนลำบากยากจนและดินาร์ที่เจ้าใช้จ่ายให้กับครอบครัวและผู้ที่อยู่ในความอุปการะของเจ้า จากนั้นท่านได้แจ้งว่า การใช้จ่ายที่มีผลบุญมากที่สุด ณ.อัลลอฮ์ คือการที่ท่านใช้จ่ายแก่ครอบครัว ลูกหลาน และผู้ที่อยู่ในความรับผิดชอบของท่าน
จากอับดุลลอฮ์ บิน อัมร์ บิน อาศ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา ได้กล่าวว่า: ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “ท่านถือศีลอดตลอดทั้งปีและยืนละหมาดตลอดทั้งคืนหรือ?” ฉันตอบว่า: “ใช่” ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า: “หากท่านทำเช่นนั้น ดวงตาของท่านจะอ่อนล้า และจิตใจของท่านจะเหนื่อยล้า ผู้ที่ถือศีลอดตลอดทั้งปีจะไม่ได้รับผลบุญของการถือศีลอดที่สมบูรณ์แบบ แต่การถือศีลอดเพียงสามวันในหนึ่งเดือนเทียบเท่ากับการถือศีลอดตลอดทั้งปี” ฉันจึงกล่าวว่า: “แต่ฉันสามารถทำได้มากกว่านั้น” ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า: “ถ้าเช่นนั้น จงถือศีลอดแบบนบีดาวูด (อัลลัยฮิสสลาม) ซึ่งท่านถือศีลอดหนึ่งวันและละเว้นหนึ่งวัน และท่านไม่ถอยหนีเมื่อเผชิญหน้าศัตรู.”
บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ และมุสลิมมีรายงานว่า ท่านนบีศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ทราบข่าวว่าอับดุลลอฮ์ อิบนุ อัมรฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา ถือศีลอดตลอดทั้งปีโดยไม่หยุดพัก และละหมาดกลางคืนโดยไม่ได้นอนพักเลย ท่านนบีจึงห้ามเขาไม่ให้ทำเช่นนั้น และกล่าวกับเขาว่า: "จงถือศีลอดและจงหยุดพัก และจงละหมาดกลางคืนและจงนอนพักบ้างเถิด" ท่านนบีได้ห้ามท่านอับดุลลอฮ์จากการถือศีลอดอย่างต่อเนื่อง (โดยไม่หยุด) และการละหมาดกลางคืนตลอดทั้งคืน และกล่าวแก่เขาว่า: "แท้จริง หากเจ้าทำเช่นนั้น ดวงตาของเจ้าจะอ่อนล้าและรู้สึกง่วง และจิตใจของเจ้าจะเหนื่อยล้า อ่อนเพลีย และหมดเรี่ยวแรง และผู้ที่ถือศีลอดตลอดทั้งปีจะไม่ได้รับผลบุญของการถือศีลอด เนื่องจากเป็นการขัดกับคำสั่งห้าม และก็ไม่ได้เป็นการละศีลอดเช่นกัน เพราะเขายังคงงดเว้นอาหารอยู่ (โดยไม่หยุดพักเลย)" จากนั้น ท่านนบีได้แนะนำเขาให้ถือศีลอดเพียงสามวันในแต่ละเดือน ซึ่งเปรียบเสมือนการถือศีลอดทั้งปี (ในความหมายของผลบุญ) เพราะแต่ละวันของการถือศีลอดนั้นเทียบเท่ากับสิบวัน และนี่คือการเพิ่มผลบุญขั้นต่ำสุดสำหรับความดีงาม (อัลฮะซะนะฮ์) อับดุลลอฮ์ กล่าวว่า: ฉันสามารถทำได้มากกว่านั้น ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม กล่าวว่า: "ถ้าเช่นนั้น จงถือศีลอดแบบท่านนบีดาวูด อะลัยฮิสสลาม ซึ่งเป็นการถือศีลอดที่ดีที่สุด ท่านจะถือศีลอดวันหนึ่งและละศีลอดอีกวันหนึ่ง และท่านไม่เคยถอยหนีเมื่อเผชิญหน้ากับศัตรู เพราะวิธีการถือศีลอดของท่านไม่ได้ทำให้ร่างกายอ่อนแอ"
จากอัล-นุอ์มาน บิน บาชีร เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา เล่าว่า: แม่ของข้าพเจ้า (นางอุมมะห์ บินต์ รอวาฮะฮ์) ได้ขอบางส่วนจากทรัพย์สินของบิดาข้าพเจ้าเพื่อเป็นของขวัญให้แก่ลูกชายของนาง (หมายถึงข้าพเจ้า) แต่บิดาของข้าพเจ้าชะลอเรื่องนี้ไว้เป็นเวลาหนึ่งปี ต่อมาท่านจึงตัดสินใจที่จะให้ และแม่ของข้าพเจ้ากล่าวว่า: "ฉันจะไม่พอใจจนกว่าท่านจะให้ท่านรอซูลุลลอฮ์ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เป็นพยานในสิ่งที่ท่านมอบให้แก่ลูกชายของฉัน" ดังนั้นพ่อของฉันจึงจับมือฉันไว้ในตอนนั้นฉันยังเป็นเด็กน้อยคนหนึ่ง และพาไปหาท่านรอซูลุลลอฮ์ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และบิดาข้าพเจ้ากล่าวว่า: โอ้ ท่านรอซูลุลลอฮ์ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม แม่ของเด็กคนนี้ (อุมมะห์ บินต์ รอวาฮะฮ์) ปรารถนาให้ฉันให้ท่านเป็นพยานในสิ่งที่ฉันได้มอบให้แก่ลูกชายของนาง"ท่านรอซูลุลลอฮ์ ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมจึงกล่าวว่า: "โอ้ บะชีร ท่านมีบุตรคนอื่นนอกจากเด็กคนนี้หรือไม่?" เขาตอบว่า: "มีครับ" ท่านกล่าวว่า: "ท่านได้มอบสิ่งเดียวกันนี้ให้แก่บุตรคนอื่นทุกคนหรือไม่?" เขาตอบว่า: "ไม่ครับ" ท่านรอซูลุลลอฮ์ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จึงกล่าวว่า: "ถ้าเช่นนั้น อย่าให้ฉันเป็นพยาน เพราะแท้จริงฉันไม่เป็นพยานในสิ่งที่อยุติธรรม" และในรายงานของมุสลิม: "จงไปหาคนอื่นให้เป็นพยานในเรื่องนี้แทนฉัน"
บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ และมุสลิม โดยมีถ้อยคำรายงานหลายสำนวนอัล-นุอ์มาน บิน บะชีร เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ รายงานว่า อัมเราะฮ์ บินติ เราะวะหะฮ์ มารดาของเขา เราะฎิยัลลอฮุอันฮา ได้ขอทรัพย์สินส่วนหนึ่งจากพ่อของเขาสำหรับลูกชายของเธอ แต่เขาลำบากใจและเลื่อนออกไปเป็นเวลาหนึ่งปี กว่าที่เขาจะตอบรับคำขอของเธอ และเขาประสงค์ที่จะมอบให้กับอัลนุอ์มาน ลูกชายของเขา ดังนั้นเธอจึงกล่าวว่า: ฉันไม่พอใจจนกว่าท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม มาเป็นพยานถึงสิ่งที่คุณมอบให้กับลูกชายของฉัน ดังนั้น พ่อของฉันจึงจับมือฉันในขณะที่ฉันยังเป็นเด็กอยู่ในเวลานั้น เขาก็มาถึงท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และกล่าวว่า: โอ้ ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ มารดาของคนนี้คือลูกสาวของเราะวะหะฮ์ นางต้องการให้ท่านเป็นพยานถึงสิ่งที่ฉันได้มอบให้กับลูกชายของเธอ ดังนั้นท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: โอ้ บะชีร เจ้ามีบุตรชายนอกเหนือจากนี้อีกหรือไม่? เขากล่าวว่า: ใช่. เขาพูดว่า: เจ้าได้ให้สิ่งนี้กับทุกคนหรือไม่? เขากล่าวว่า: ไม่ เขากล่าวว่า: ดังนั้นอย่าให้ฉันเป็นพยาน เพราะฉันไม่เป็นพยานในการกดขี่และการอธรรม และในรายงานของมุสลิม กล่าวตำหนิเขา: แต่ให้คนอื่นเป็นพยานถึงความอยุติธรรมนี้