





























Hadeeth Cards
Da'wa cards that highlight great meanings from the noble prophetic hadiths in a simple style and attractive display that helps the Muslim to have a deeper understanding of his religion in an easy way
All
จากชัดด๊าด บิน เอาส์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ จากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ว่า: "สำนวนการขออภัยโทษที่ประเสริฐที่สุด คือให้เจ้ากล่าวว่า «อัลลอฮุมมะ อันตะร็อบบี ลาอิลาฮะ อิลลาอันตะ เคาะลักตะนี วะอะนา อับดุกะ วะอะนา อาลา อะฮ์ดิกะ วะวะอ์ดิกะ มัสตะเฏาะอ์ตุ อะอูซุบิกะ มินชัรริมาเศาะนะตุ อะบูอุละกะ บินิอ์มะติกะ อะลัยยะ วะอะบูอุละกะ บิซัมบี ฟัฆฟิรลี ฟะอินนะฮู ลายัฆฟิรุซซุนูบะ อิลลาอันตะ»" (ความว่า: โอ้อัลลอฮ์ พระองค์คือผู้อภิบาลของฉัน ไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่ควรแก่การเคารพภักดีนอกจากพระองค์ พระองค์ได้ทรงสร้างฉัน ฉันคือบ่าวของพระองค์ ฉันอยู่บนข้อตกลงเเละสนธิสัญญาของพระองค์จนสุดความสามารถของฉัน เเละฉันขอความคุ้มครองจากพระองค์ให้พ้นจากความชั่วร้ายที่ฉันได้กระทำมา ฉันขอกลับไปหาพระองค์ด้วยการยอมรับในความโปรดปรานของพระองค์ที่มีต่อตัวฉัน และฉันขอกลับไปหาพระองค์ด้วยการยอมรับในความผิดบาปของฉัน ดังนั้น ขอได้โปรดประทานอภัยโทษแก่ฉันด้วยเถิด เพราะเเท้จริงไม่มีผู้ใดสามารถอภัยโทษในบาปต่างๆ ได้นอกจากพระองค์) ท่านนบี กล่าวว่า ผู้ใดที่กล่าวถ้อยคำนี้ในช่วงกลางวันด้วยความมั่นใจ แล้วเขาเสียชีวิตในวันนั้นก่อนช่วงเย็นเขาจะได้เข้าสวรรค์ และผู้ใดที่กล่าวถ้อยคำนี้ในช่วงกลางคืนด้วยความมั่นใจ แล้วเขาเสียชีวิตก่อนรุ่งอรุณเขาจะได้เข้าสวรรค์
บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม บอกว่า การขออภัยโทษมีหลากหลายสำนวน และสำนวนที่ประเสริฐและยิ่งใหญ่ที่สุด คือ «อัลลอฮุมมะ อันตะร็อบบี ลาอิลาฮะ อิลลาอันตะ เคาะลักตะนี วะอะนา อับดุกะ วะอะนา อาลา อะฮ์ดิกะ วะวะอ์ดิกะ มัสตะเฏาะอ์ตุ อะอูซุบิกะ มินชัรริมาเศาะนะตุ อะบูอุละกะ บินิอ์มะติกะ อะลัยยะ วะอะบูอุละกะ บิซัมบี ฟัฆฟิรลี ฟะอินนะฮู ลายัฆฟิรุซซุนูบะ อิลลาอันตะ»" (ความว่า: โอ้อัลลอฮ์ พระองค์คือผู้อภิบาลของฉัน ไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่ควรแก่การเคารพภักดีนอกจากพระองค์ พระองค์ได้ทรงสร้างฉัน ฉันคือบ่าวของพระองค์ ฉันอยู่บนข้อตกลงเเละสนธิสัญญาของพระองค์จนสุดความสามารถของฉัน เเละฉันขอความคุ้มครองจากพระองค์ให้พ้นจากความชั่วร้ายที่ฉันได้กระทำมา ฉันขอกลับไปหาพระองค์ด้วยการยอมรับในความโปรดปรานของพระองค์ที่มีต่อตัวฉัน และฉันขอกลับไปหาพระองค์ด้วยการยอมรับในความผิดบาปของฉัน ดังนั้น ขอได้โปรดประทานอภัยโทษแก่ฉันด้วยเถิด เพราะเเท้จริงไม่มีผู้ใดสามารถอภัยโทษในบาปต่างๆ ได้นอกจากพระองค์) (ซึ่งความประเสริฐของมัน)ประการแรกเลย คือ ผู้เป็นบ่าวยอมรับในความเป็นเอกภาพของอัลลอฮ์ อัลลอฮ์เป็นผู้ทรงสร้างเขาและเป็นที่เคารพภักดีของเขาโดยปราศจากการตั้งภาคีใดๆ เขาอยู่บนข้อสัญญาของพระองค์ที่ได้ให้แก่เขาในเรื่องของการศรัทธาและการเชื่อฟังพระองค์ตามความสามารถของเขา เพราะผู้เป็นบ่าวถึงแม้ว่าเขาจะพยายามเคารพภักดีต่ออัลลอฮ์เพียงใด เขาก็ไม่สามารถกระทำทุกอย่างที่อัลลอฮ์สั่งใช้และไม่สามารถที่จะขอบคุณต่อความโปรดปรานของพระองค์ได้อย่างที่ควร และเขาหันไปพึ่งอัลลอฮ์และยึดมั่นต่อพระองค์ เพราะพระองค์เป็นที่พึ่งในการขอความคุ้มครองให้พ้นจากความชั่วที่ผู้เป็นบ่าวได้กระทำไว้ (ประการต่อมา)ยอมรับและสารภาพในความโปรดปรานของพระองค์ที่มีต่อเขา และกลับไปหาพระองค์ด้วยการยอมรับและสารภาพในความผิดบาปของเขา หลังจากที่ได้เข้าหาอัลลอฮ์ด้วยการยอมรับและสารภาพนี้แล้ว เขาก็ขอดุอาอ์จากพระองค์ให้ทรงโปรดอภัยโทษแก่เขาด้วยการปกปิดความผิดต่างๆ ของเขา และปกป้องเขาจากบาปต่างๆ ของมันด้วยการประทานอภัยโทษ ความกรุณา และความเมตตาของพระองค์ เพราะเเท้จริงไม่มีผู้ใดสามารถอภัยโทษบาปต่างๆ ได้นอกจากพระองค์ หลังจากนั้น ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้บอกว่า มันยังเป็นส่วนหนึ่งของบทดุอาอ์ในยามเช้าและยามเย็น ดังนั้น ผู้ใดที่กล่าวบทขออภัยโทษดังกล่าวด้วยความมั่นใจ เข้าใจความหมายของมัน และศรัทธากับมันตั้งแต่เริ่มวันใหม่ระหว่างดวงอาทิตย์ขึ้นไปจนถึงตะวันคล้อยซึ่งเป็นช่วงเวลากลางวัน แล้วเขาเสียชีวิต(ในวันนั้น) เขาจะได้เข้าสวรรค์ และผู้ใดที่กล่าวในช่วงเวลากลางคืนตั้งแต่ดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปจนรุ่งอรุณ แล้วเขาเสียชีวิตก่อนรุ่งเช้า เขาจะได้เข้าสวรรค์
จากญาบิร บิน อับดุลลอฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: "พวกเจ้าพึงระวังการอธรรม เพราะการอธรรมนั้นเป็นความมืดมนในวันกิยามะฮ์ และพวกเจ้าพึงระวังความโลภ เพราะความโลภได้ทำให้ชนรุ่นก่อนหน้าพวกเจ้าประสบความวิบัติมาแล้ว โดยได้นำพาพวกเขาไปสู่การนองเลือดและได้ให้พวกเขาอนุมัติในสิ่งที่ต้องห้ามต่างๆ ของพวกเขา"
บันทึกโดย มุสลิมท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้เตือนให้ระวังการอธรรม เช่น การอธรรมต่อคนอื่น การอธรรมต่อตนเอง และการอธรรมต่อสิทธิ์ของอัลลอฮ์ นั้นก็คือ การละทิ้งการให้สิทธิ์แก่ผู้ที่ควรได้รับสิทธิ์ และการอธรรมนั้นจะให้ความมืดมนแก่ผู้ที่อธรรมในวันกิยามะฮ์โดยจะได้รับความยากลำบากและความสยดสยอง และท่านนบีได้ห้ามการโลภ ซึ่งมันคือความตระหนี่อย่างที่สุดพร้อมกับอยากจะได้เพิ่ม เช่น การละเลยในการดำเนินสิทธิ์ทางการเงิน และโลภมากที่จะได้ในสิ่งที่เป็นดุนยา การอธรรมรูปแบบนี้ได้เคยสร้างความวิบัติแก่ประชาชาติก่อนหน้าเราแล้ว โดยได้นำพาพวกเขาไปสู่การนองเลือดซึ่งกันและกันและได้อนุมัติในสิ่งที่ต้องห้ามต่างๆ ที่อัลลอฮ์ได้ทรงห้าม
จากอับดุลลอฮ์ บิน อัมร์ เราะฎิยัลลออันฮุมา กล่าวว่า: มีชายผู้หนึ่งได้ถามท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ว่า : (คุณสมบัติ)ใดในอิสลามที่ดีที่สุด? ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ตอบว่า : "การที่เจ้าให้อาหารแก่ผู้อื่นและให้สลามแก่ผู้ที่เจ้ารู้จักและผู้ที่เจ้าไม่รู้จัก"
บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ และมุสลิมท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้ถูกถามว่า คุณสมบัติใดในอิสลามที่ประเสริฐที่สุด? แล้วท่านก็ตอบสองประการ หนึ่ง: การให้อาหารแก่ผู้ยากไร้ให้มาก ซึ่งจะรวมถึง การให้ทาน ให้ของขวัญ การับแขก การเชิญร่วมงานแต่ง และมันจะมีความประเสริฐมากกว่าในช่วงเวลาแห่งความอดอยากและสินค้าราคาสูง สอง: การให้สลามแก่มุสลิมทุกคน ทั้งที่รู้จักและไม่รู้จัก
จากอะลี เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า: ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวแก่ฉันว่า: “จงกล่าวเถิดว่า "โออัลลอฮ์ ขอจงชี้นำข้าด้วยเถิด และโปรดให้การกระทำของข้าเป็นไปอย่างถูกต้อง และจงทำให้ข้ารำลึกถึงการชี้นำของพระองค์ ที่เป็นหนทางแห่งการชี้นำ และการกระทำที่ถูกต้องเหมือนการยิงลูกศร’”
บันทึกโดย มุสลิมท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม สั่งอาลี บิน อบีฏอลิบ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ให้วิงวอนขอต่ออัลลอฮ์ โดยให้กล่าวว่า: (ขอจงชี้นำข้าด้วยเถิด) คือทรงนำทางข้าพระองค์ ชี้ทางแก่ข้าพระองค์ (และโปรดให้การกระทำของข้าเป็นไปอย่างถูกต้อง) คือให้ข้าพระองค์ประสบความสำเร็จ และทรงทำให้ข้าพระองค์เที่ยงธรรมในกิจการงานทั้งสิ้น ทางนำ คือ การรับรู้ในสัจจะธรรมอย่างละเอียดและโดยรวม รวมถึงการได้การดลใจในการปฏิบัติตามความสัจจะธรรมนั้นทั้งในด้านภายนอกและภายใน เที่ยงธรรม: คือการได้รับการสนับสนุนและความมั่นคงในทุกเรื่อง โดยต้องเป็นไปตามความจริง ซึ่งเป็นเส้นทางที่ตรงและถูกต้องในด้านคำพูด การกระทำ และความเชื่อ และเพราะเรื่องที่เป็นนามธรรมจะชัดเจนผ่านสิ่งที่สัมผัสได้ ดังนั้นจงระลึกไว้ในขณะที่คุณดุอาอ์ว่า: (การชี้นำ: การชี้นำของพระองค์สู่หนทางที่เที่ยงตรง) ดังนั้นจงมีจิตใจที่มั่นคงขณะที่คุณขอการชี้นำเช่นเดียวกับการเดินทางของผู้ที่เดินทาง เพราะเขาจะไม่เบี่ยงเบนจากเส้นทางไปทางขวาหรือซ้าย เพื่อให้ปลอดภัยจากการหลงทาง และด้วยเหตุนี้เขาจะได้รับความปลอดภัยและไปถึงจุดหมายได้อย่างรวดเร็ว (และความเที่ยงตรง: เที่ยงตรงดั่งลูกธนู) เมื่อเจ้ายิงธนู เจ้าจะสังเกตเห็นว่ามันไปถึงเป้าหมายได้เร็วแค่ไหน หากนักยิงธนูยิงเป้าหมาย เขาจะโจมตีเป้าหมายด้วยลูกศร ในทำนองเดียวกันเจ้าของจากพระเจ้าผู้ทรงอำนาจถึงสิ่งที่ทำให้เที่ยงธรรมอย่างเช่นลูกธนู ดังนั้นในการขอของเจ้า เจ้ากำลังมองหาเป้าหมายสูงสุดของทางนำและสุดยอดของความเที่ยงธรรม ดังนั้น จงรำลึกถึงความหมายนี้ในใจของคุณเสมอ เพื่อคุณจะขอจากอัลลอฮ์ให้อยู่ในทางที่ถูกต้อง เพื่อให้สิ่งที่คุณตั้งใจนั้นสอดคล้องกับสิ่งที่คุณใช้ในการขว้างปา
จากอาลี เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ เล่าว่า: ว่าท่านหญิงฟาติมะห์ รอฏิยัลลอฮุ อันฮา ได้มาพบท่านนบี ซอลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม เพื่อร้องทุกข์เกี่ยวกับความเหนื่อยยากจากการใช้มือบดแป้ง และเธอได้ยินมาว่ามีทาสมาถึงท่านนบี แต่เธอไม่พบท่าน ฟาติมะห์จึงเล่าเรื่องนี้ให้ท่านหญิงอาอิชะห์ฟัง เมื่อท่านนบีกลับมา ท่านหญิงอาอิชะห์ก็เล่าเรื่องนี้ให้ท่านนบีฟัง ท่านนบีจึงมาหาพวกเรา ขณะที่พวกเรากำลังเตรียมตัวนอนอยู่ เมื่อพวกเราพยายามจะลุกขึ้น ท่านนบีได้กล่าวว่า "ให้อยู่ที่เดิม" จากนั้นท่านก็เข้ามานั่งระหว่างฉันกับนาง จนฉันรู้สึกถึงความเย็นจากเท้าของท่านที่สัมผัสกับท้องของฉัน แล้วท่านนบีก็กล่าวว่า "พวกเธออยากให้ฉันบอกสิ่งที่ดีกว่าสิ่งที่พวกเธอขอไหม? เมื่อพวกเธอเข้านอนหรือไปที่ที่นอนของพวกเธอ ให้พวกเธอกล่าว"ซุบหานัลลอฮ์ (มหาบริสุทธิ์จงมีแด่พระเจ้า)" สามสิบสามครั้ง "อัลฮำดุลิลลาฮ์ (สรรเสริญอัลลอฮ์) " สามสิบสามครั้ง และ "อัลลอฮุอักบัร" สามสิบสี่ครั้ง เพราะสิ่งนี้ดีกว่าคนรับใช้สำหรับพวกเธอทั้งสอง
บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ และมุสลิมท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮา บุตรสาวของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ร้องทุกข์เกี่ยวกับความเหนื่อยยากจากการใช้มือบดแป้ง ซึ่งทำให้เกิดร่องรอยที่มือของเธอ เมื่อมีเชลยศึกถูกนำมาหาท่านนบี เธอจึงไปหาท่านนบีเพื่อขอทาสสักคนหนึ่งมาช่วยทำงานบ้านแทนเธอ แต่เมื่อไปถึง เธอไม่พบท่านนบีอยู่ที่บ้าน เธอจึงพบกับท่านหญิงอาอิชะห์ รอฏิยัลลอฮุ อันฮา และได้บอกเรื่องนี้แก่นาง เมื่อท่านนบี ซอลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม กลับมา ท่านหญิงอาอิชะห์ รอฏิยัลลอฮุ อันฮา ได้บอกท่านเกี่ยวกับการมาของท่านหญิงฟาติมะห์ที่มาหาท่าน เพื่อขอคนรับใช้สักคนหนึ่งมาช่วยทำงานบ้าน ท่านนบี ซอลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม ได้ไปหาท่านหญิงฟาติมะห์และท่านอะลี รอฏิยัลลอฮุ อันฮุมา ที่บ้านของพวกเขา ขณะที่พวกเขากำลังอยู่บนที่นอนและเตรียมตัวจะนอน ท่านนบีได้นั่งลงระหว่างพวกเขา จนท่านอะลี รอฏิยัลลอฮุ อันฮุ รู้สึกถึงความเย็นจากเท้าของท่านนบีที่สัมผัสกับท้องของเขา แล้วท่านนบีจึงกล่าวว่า: พวกเจ้าทั้งสองไม่อยากให้ฉันบอกสิ่งที่ดีกว่าสิ่งที่พวกเจ้าขอเรื่องการให้คนรับใช้หรือ? พวกเขากล่าวว่า “เอาซิ" และท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า เมื่อตอนเข้านอนตอนกลางคืน ให้กล่าวสดุดีอัลลอฮ์ สามสิบสี่ครั้ง โดยกล่าวว่า “อัลลอฮุอักบัร” และถวายเกียรติแด่พระองค์สามสิบสามครั้ง โดยกล่าวว่า: ซุบฮานัลลอฮ์ (มหาบริสุทธิ์จงมีแด่พระเจ้า) และขอบคุณพระเจ้าสามสิบสามครั้ง โดยกล่าวว่า: อัลฮัมดุลิลลาฮ์ (ขอสรรเสริญพระเจ้า) บทดุอาอ์ซิกร์เหล่านี้ดีกว่าสำหรับพวกเจ้ามากกว่าคนรับใช้
จากอับดุลลอฮ์ บิน คุบัยบ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ เล่าว่า: ในค่ำคืนที่ฝนตกหนักและมืดมิดพวกเราได้ออกไปหาท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เพื่อให้ท่านนำละหมาดพวกเรา อับดุลลอฮ์ บิน คุบัยบ์ กล่าวว่า แล้วฉันก็เจอกับท่าน ท่านกล่าวว่า "จงกล่าว" ฉันก็ไม่กล่าวใดๆ เลย จากนั้นท่านกล่าวอีกว่า "จงกล่าว" ฉันก็ยังไม่กล่าวใดๆ เลย ท่านกล่าวต่ออีกว่า "จงกล่าว" ฉันเลยกล่าวว่า แล้วฉันจะกล่าวอะไร? ท่านกล่าว่า "{قُلْ هُوَ اللهُ أَحَدٌ} และอีกสองซูเราะฮ์ที่ให้การคุ้มครองในตอนเย็นและตอนเช้า 3 ครั้ง ซึ่งมันจะเพียงพอแล้วสำหรับเจ้า"
บันทึกโดย อบูดาวูด อัตติรมิซีย์ และอันนะซาอีย์เศาะหาบะฮ์ผู้มีเกียรติคนหนึ่งชื่ออับดุลลอฮ์ บิน คุบัยบ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ เขาได้เล่าว่า ในค่ำคืนที่ฝนตกหนักและมืดมิดพวกเขาได้ออกไปหาท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เพื่อให้ท่านนำละหมาดพวกเขา จนพวกเขาได้เจอกับท่าน แล้วท่านนบีก็กล่าวว่า "จงกล่าว" หมายถึงว่า จงอ่าน แล้วเขาก็ไม่ได้อ่านสิ่งใดเลย จากนั้นท่านบนีกล่าวคำดังกล่าวซ้ำอีก อับดุลลอฮ์เลยถามไปว่า ฉันจะอ่านอะไร โอ้ท่านเราะซูลุลลอฮ์? ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ก็ตอบว่า จงอ่านซุเราะฮ์อัลอิคลาศ {قُلْ هُوَ اللهُ أَحَدٌ} และอีกสองซูเราะฮ์ที่ให้การคุ้มครอง {قل أعوذ برب الفلق} และ {قل أعوذ برب الناس} ในตอนเย็นและตอนเช้า 3 ครั้ง ซึ่งมันจะคุ้มครองเจ้าจากความชั่วร้ายทั้งหมดและปกป้องเจ้าจากสิ่งไม่ดีทั้งหมด
จากอะบาน บิน อุษมาน กล่าวว่า: ฉันได้ยินท่านอุษมาน บิน อัฟฟาน เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า ฉันได้ยินท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “ผู้ใดกล่าว "บิสมิลลาฮิลละซี ลา ยอดุรรุ มะอัสมีฮี ชัยอุน ฟิลอัรดิ วะลา ฟิสสะมาอิ วะฮุวัสสะมีอุลอะลีม" ความว่า "ด้วยพระนามของอัลลอฮ์ ผู้ซึ่งไม่มีสิ่งใดทำอันตรายพร้อมกับพระนามของพระองค์ได้ ทั้งในแผ่นดินและชั้นฟ้า และพระองค์คือผู้ทรงได้ยิน ผู้ทรงรอบรู้" จำนวน 3 ครั้ง จะไม่มีภัยพิบัติใด ๆ เกิดขึ้นแก่เขาโดยฉับพลัน จนถึงเวลาเช้า และใครก็ตามที่กล่าว 3 ครั้งในตอนเช้า จะไม่มีภัยพิบัติใด ๆ เกิดขึ้นกับเขาจนถึงเวลาเย็น” เขากล่าวว่า แล้วอะบาน บิน อุษมาน ก็ประสบกับอัมพาต จึงทำให้ชายที่ได้ยินหะดีษจากเขามองดูเขา แล้วเขากล่าวว่า : ทำไมท่านจึงมองดูฉัน? ขอสาบานแด่อัลลอฮ์ ฉันไม่ได้โกหกใส่อุษมาน และ อุษมานก็ไม่ได้โกหกใส่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม แต่ในวันที่เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นกับฉัน ฉันโกรธและลืมที่จะกล่าว (คำดุอาอ์) นั้น
บันทึกโดย อบูดาวูด อัตติรมิซีย์ อันนะซาอีย์ในหนังสืออัลกุบรอ อิบนุมาญะฮ์ และอะห์มัดท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม อธิบายว่าใครก็ตามที่กล่าวในตอนเช้าของทุกวันรุ่งเช้าและในตอนเย็นของทุกคืนก่อนพระอาทิตย์ตก 3 ครั้ง: (ด้วยพระนามของอัลลอฮ์) ฉันขอความช่วยเหลือและปกป้องตัวเอง จากทุกสิ่งที่จะมาทำร้าย (ผู้ซึ่งไม่มีสิ่งใดทำอันตรายเมื่อมีการ) การกล่าวถึง (พระนามของพระองค์) ไม่ว่า (สิ่งใดก็ตาม) ไม่ว่าจะยิ่งใหญ๋แค่ใด(ในแผ่นดิน) และภัยอันตรายที่งอกออกมาจากมัน (และในท้องฟ้า) และภัยอันตรายที่หล่นลงมาจากมัน (พระองค์คือผู้ทรงได้ยิน) คำพูดของเรา (ผู้ทรงรอบรู้) เกี่ยวกับสถานการณ์ของเรา ผู้ใดกล่าวคำวิงวอนนี้ในเวลาเย็น จะไม่ประสบภัยพิบัติอย่างกะทันหันแก่เขาจนถึงรุ่งเช้า และผู้ใดกล่าวมันในเวลาเช้า จะไม่ประสบภัยพิบัติโดยฉับพลันแก่เขาจนถึงเวลาเย็น ดังนั้น ที่ผู้รายงานหะดีษคือ อะบัน บิน อุษมาน ได้ประสบกับอัมพาต ซึ่งเป็นอาการอ่อนแรงของร่างกายซีกหนึ่ง มันทำให้คนที่ได้ยินหะดีษจากเขามองไปยังอาบานด้วยความประหลาดใจ! เขาพูดกับชายคนนั้น ว่า: ทำไมคุณถึงมองฉัน! ขอสาบานแด่อัลลอฮ์ ฉันไม่ได้โกหกแก่ท่านอุษมาน อุษมานไม่ได้โกหกแก่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม แต่ทว่าวันที่สิ่งที่พระเจ้ากำหนดให้เกิดกับฉันนั้น ฉันไม่ได้กล่าวมัน เนื่องจากฉันมีความโกรธอยู่และลืมที่จะพูดถ้อยคำดังกล่าวนั้น
จากซะอัด เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ เล่าว่า: มีชายอาหรับชนบทคนหนึ่งมาหาท่านเราะสูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และได้กล่าวแก่ท่านว่า ได้โปรดสอนฉันถึงถ้อยคำหนึ่งที่ฉันจะใช้กล่าวมัน ท่านเราะสูลุลลอฮ์ จึงกล่าวว่า เจ้าจงกล่าวว่า:" «قُلْ: لَا إِلَهَ إِلَّا اللهُ وَحْدَهُ لَا شَرِيكَ لَهُ، اللهُ أَكْبَرُ كَبِيرًا، وَالْحَمْدُ لِلَّهِ كَثِيرًا، سُبْحَانَ اللهِ رَبِّ الْعَالَمِينَ، لَا حَوْلَ وَلَا قُوَّةَ إِلَّا بِاللهِ الْعَزِيزِ الْحَكِيمِ» ความว่า "ไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่ควรแก่การเคารพภักดีนอกจากอัลลอฮ์แต่เพียงผู้เดียว ไม่มีภาคีใดๆ กับพระองค์ อัลลอฮ์ผู้ทรงยิ่งใหญ่ที่สุด การสรรเสริญอย่างมากมายเป็นสิทธิของอัลลอฮ์ มหาบริสุทธิ์ยิ่งแด่อัลลอฮ์ผู้ทรงอภิบาลแห่งสากลโลก ไม่มีความสามารถและพละกำลังใดที่เกิดขึ้นเว้นแต่ด้วยการอนุมัติของอัลลอฮ์ ผู้ทรงเดชานุภาพและปรีชาญาณ" ชายผู้นั้นกล่าวต่อไปว่า ทั้งหมดนั่นสำหรับพระเจ้าของฉัน แล้วสำหรับตัวฉันล่ะ? ท่านเราะซูลุลลอฮ์ จึงกล่าวว่า "เจ้าจงกล่าวว่า: (โอ้อัลลอฮ์ ได้โปรดอภัยให้ฉัน เมตตาฉัน ชี้นำฉัน และประทานปัจจัยริสกีแก่ฉันด้วยเถิด)"
บันทึกโดย มุสลิมมีชายอาหรับชนบทคนหนึ่งได้ขอให้ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม สอนเขาเกี่ยวกับถ้อยคำหนึ่งที่เขาจะใช้กล่าวรำลึก ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ก็สอนเขาว่า เจ้าจงกล่าว "لَا إِلَهَ إِلَّا اللهُ وَحْدَهُ لَا شَرِيكَ لَهُ" ท่านนบีได้เริ่มด้วยคำปฏิญาณเตาฮีด ซึ่งความหมายของมันคือ ไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่ควรแก่การเคารพภักดีอย่างแท้จริง นอกจากอัลลอฮ์เพียงพระองค์เดียว "الله أكبر كبيرًا" หมายถึง อัลลอฮ์ทรงยิ่งใหญ่ที่สุดเหนือทุกสิ่ง "والحمد لله كثيرًا" หมายถึง การสรรเสริญอย่างมากมายเป็นสิทธิของอัลลอฮ์ สรรเสริญในคุณลักษณะของพระองค์ การกระทำของพระองค์ และความโปรดปรานที่นับไม่ถ้วน "سبحان الله رب العالمين" หมายถึง อัลลอฮ์ทรงบริสุทธิ์ยิ่งจากความบกพร่องไม่สมบูรณ์ "لا حول ولا قوة إلا بالله العزيز الحكيم" หมายถึง ไม่มีการเปลี่ยนแปลงจากสภาพหนึ่งไปสู่อีกสภาพหนึ่งเว้นแต่ด้วยพลังอำนาจของอัลลอฮ์ และการช่วยเหลือและความสำเร็จของพระองค์ ชายผู้นั้นกล่าวต่อไปว่า ถ้อยคำเหล่านี้มีไว้สำหรับพระเจ้าของฉัน เพื่อที่จะกล่าวรำลึกถึงพระองค์และถวายเกียรติแด่พระองค์ แล้วสำหรับฉันจะขอดุอาอ์เพื่อตัวเองอย่างไร? ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ตอบว่า เจ้าจงกล่าว "โอ้อัลลอฮ์ ได้โปรดอภัยให้ฉัน" ด้วยการลบล้างความชั่วต่างๆ และปกปิดมัน "โปรดเมตตาฉัน" ด้วยการประทานคุณประโยชน์ทั้งทางศาสนาและทางโลกแก่ฉัน "โปรดชี้นำฉัน" ไปสู่สภาวะที่ดีที่สุดและไปสู่เส้นทางที่เที่ยงตรง "และโปรดประทานปัจจัยริสกีแก่ฉันด้วยเถิด" ทรัพย์สินที่หะลาล สุขภาพที่ดี ความดีทั้งหมด และพลานามัยที่ดี
จากอบูฮูรัยเราะห์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า: ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “ใครก็ตามที่สาบานและกล่าวคำสาบานของเขาว่า: ด้วยอัลลาตและอัลอุซซา ให้เขากล่าวว่า: ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์ และใครก็ตามที่พูดกับสหายของเขา: มาเถิด ฉันจะเดิมพันกับคุณ ให้เขาบริจาคทาน ”
บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ และมุสลิมท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เตือนไม่ให้สาบานโดยบุคคลอื่นที่ไม่ใช่อัลลอฮ์ โดยที่ผู้ศรัทธาจะต้องไม่สาบานต่อสิ่งอื่น นอกจากอัลลอฮ์เท่านั้น และใครก็ตามที่สาบานต่อสิ่งอื่นที่ไม่ใช่อัลลอฮ์ ตัวอย่างเช่น หากมีใครสาบานต่ออัล-ลาตและอัล-อุซซา ซึ่งเป็นรูปเคารพสององค์ที่ได้รับการสักการะในสมัยญาฮิลียะฮ์ (ก่อนอิสลาม) เขาจะต้องพูดกับตัวเองว่า: ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์ เพื่อบริสุทธิ์จากการตั้งภาคี และชดใช้ให้กับคำสาบานของเขา ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม บอกว่า ผู้ใดที่กล่าวกับเพื่อนของเขาว่า 'มาเถอะ เราจะเล่นการพนัน' ซึ่งหมายถึงการที่มีผู้เล่นสองคนหรือมากกว่าที่จะเดิมพันกันโดยมีเงินรางวัลสำหรับผู้ชนะ และทุกคนก็มีความเสี่ยงที่จะได้หรือเสียเงิน; ดังนั้นจึงแนะนำให้เขาบริจาคสิ่งหนึ่งเป็นการชดเชยสำหรับสิ่งที่เขาชักชวนให้ทำ.