





























Hadeeth Cards
Da'wa cards that highlight great meanings from the noble prophetic hadiths in a simple style and attractive display that helps the Muslim to have a deeper understanding of his religion in an easy way
All
จากท่านหญิงอาอิชะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮา ได้กล่าวว่า: ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ชอบใช้ดุอาอ์ ที่มีลักษณะน้อยคำ มากความ มีเนื้อหาใจความครอบคลุม และหลีกเลี่ยงดุอาอ์ที่มีลักษณะนอกเหนือจากนั้น
บันทึกโดย อบูดาวูด และอะห์มัดท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมชอบใช้คำวิงวอน (ดุอาอ์) ที่ครอบคลุมถึงความดีทั้งในโลกนี้และโลกหน้า โดยมีถ้อยคำกระชับแต่ความหมายลึกซึ้ง ครบถ้วน และมีการสรรเสริญต่ออัลลอฮ์ تعالى รวมถึงเป้าหมายที่ดีงาม และท่านจะละเว้นจากการใช้คำวิงวอนที่นอกเหนือจากนั้น
จากอบูฮุร็อยเราะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า ฉันได้ยิน ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า: "การสาบานช่วยทำให้สินค้าขายออก แต่จะทำลายผลกำไร"
บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ และมุสลิม"ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลล็อลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม ได้เตือนให้ระวังการสาบานและการสาบานบ่อยครั้ง แม้จะเป็นการสาบานที่พูดความจริงในเรื่องการซื้อขาย ท่านได้แจ้งว่าแม้มันจะช่วยทำให้สินค้าหรือสิ่งของขายได้ง่ายขึ้น แต่มันจะเป็นเหตุให้บารอกัต (ความจำเริญ) ของผลกำไรและรายได้หายไป อัลลอฮ์ (ซุบฮานะฮุวะตะอาลา) อาจลงโทษเจ้าของทรัพย์สินโดยวิธีต่าง ๆ เช่น ถูกขโมย ไฟไหม้ น้ำท่วม การถูกแย่งชิง หรือภัยอื่น ๆ ที่ทำให้ทรัพย์สินของเขาสูญเสียไป"
จากอุบัย บิน กะอ์บิน เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้กล่าวว่า: ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: "พวกเจ้าจงอย่าด่าลมพายุ เมื่อพวกท่านเห็นสิ่งที่พวกท่านไม่ชอบ ก็จงกล่าวว่า: "اللَّهُمَّ إِنَّا نَسْأَلُكَ مِنْ خَيْرِ هَذِهِ الرِّيحِ وَخَيْرِ مَا فِيهَا وَخَيْرِ مَا أُمِرَتْ بِهِ، وَنَعُوذُ بِكَ مِنْ شَرِّ هَذِهِ "الرِّيحِ وَشَرِّ مَا فِيهَا وَشَرِّ مَا أُمِرَتْ بِهِ ความว่า: (โอ้อัลลอฮ์ ฉันขอสิ่งที่ดีของพายุนี้ และสิ่งที่ดีที่อยู่ในตัวมัน และสิ่งที่ดีที่ถูดพัดพามากับมัน และฉันขอความคุ้มครองให้พ้นจากสิ่งชั่วร้ายของลมพายุนี้ และสิ่งชั่วร้ายที่อยู่ในตัวมัน และสิ่งชั่วร้ายที่ถูดพัดพามากับมัน)"
บันทึกโดย อัต-ติรมีซีย์ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้ห้ามการด่าว่าหรือสาปแช่งลม เพราะลมนั้นเป็นสิ่งที่ได้รับคำสั่งจากผู้สร้างของมัน โดยมันอาจนำมาซึ่งความเมตตาหรือการลงโทษ การด่าว่าลมนั้นเปรียบเสมือนการต่อว่าอัลลอฮ์ ผู้ทรงสร้างมัน และเป็นการไม่พอใจต่อการกำหนดสภาวะของพระองค์ จากนั้น ท่านศาสดา ﷺ ได้แนะนำให้มุ่งกลับไปหาอัลลอฮ์ ผู้ทรงสร้างลม ด้วยการขอดุอาเพื่อให้ได้รับความดีจากลม ความดีจากสิ่งที่อยู่ในลม และความดีจากสิ่งที่ลมนำมา เช่น การทำให้ฝนตก การช่วยผสมเกสรดอกไม้ และอื่น ๆ และให้ขอความคุ้มครองต่ออัลลอฮ์ให้พ้นจากความชั่วของลม ความชั่วของสิ่งที่อยู่ในลม และความชั่วจากสิ่งที่ลมนำมา เช่น การทำลายพืชพรรณและต้นไม้ การทำให้ปศุสัตว์เสียชีวิต การพังทลายของสิ่งก่อสร้าง และอื่น ๆ และการขอจากพระเจ้าเช่นนี้นั้น ถือเป็นการบรรลุถึงการเป็นบ่าวต่อพระเจ้า
จากอบูฮุร็อยเราะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ เล่าว่า: ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: "คนหนึ่งคนใดในหมู่พวกท่านอย่าได้กล่าวว่า: ‘โอ้อัลลอฮ์ โปรดยกโทษให้ข้าพระองค์ หากพระองค์ทรงประสงค์ โปรดเมตตาข้าพระองค์ หากพระองค์ทรงประสงค์ โปรดประทานปัจจัยยังชีพแก่ข้าพระองค์ หากพระองค์ทรงประสงค์’ แต่จงแน่วแน่ในคำขอของเขา เพราะแท้จริงแล้ว พระองค์ทรงทำสิ่งที่พระองค์ทรงประสงค์ ไม่มีผู้ใดบังคับพระองค์ได้" และในสำนวนของมุสลิม "แต่จงแน่วแน่ในคำวิงวอนของเขา และจงทำให้ความปรารถนา (การขอ) ยิ่งใหญ่ เพราะแท้จริงแล้ว ไม่มีสิ่งใดที่ใหญ่เกินกว่าที่อัลลอฮ์จะประทานให้ได้"
บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ และมุสลิมท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้ห้ามการวิงวอน (ดุอา) ที่มีการตั้งเงื่อนไข แม้แต่การกล่าวว่า "หากพระองค์ทรงประสงค์" (إن شئت) เพราะเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าอัลลอฮ์จะไม่ยกโทษหรือประทานสิ่งใดเว้นแต่ด้วยความประสงค์ของพระองค์ ไม่มีความหมายใดสำหรับการตั้งเงื่อนไขด้วยการกล่าวว่า 'หากพระองค์ทรงประสงค์' เพราะการตั้งเงื่อนไขเช่นนี้ใช้กับผู้ที่การกระทำของเขาอาจเกิดขึ้นโดยไม่เต็มใจหรือถูกบังคับ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่อัลลอฮ์ทรงบริสุทธิ์จากมันอย่างสิ้นเชิง และท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้อธิบายสิ่งนี้ในตอนท้ายของหะดีษ โดยกล่าวว่า "แท้จริงแล้ว ไม่มีผู้ใดสามารถบังคับพระองค์ได้" เช่นเดียวกัน ไม่มีสิ่งใดที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าที่อัลลอฮ์จะประทานให้ พระองค์ไม่ทรงอ่อนแอและไม่มีสิ่งใดที่ยากเกินกำลังของพระองค์จนถึงขั้นที่ต้องกล่าวว่า "หากพระองค์ทรงประสงค์" ดังนั้น คำพูดของผู้ที่กล่าวว่า 'หากพระองค์ทรงประสงค์ที่จะประทานสิ่งนี้แก่ข้าพระองค์ ก็โปรดประทานเถิด' นั้น โดยปกติแล้วจะไม่ใช้คำพูดเช่นนี้ เว้นแต่กับผู้ที่เขาไม่จำเป็นต้องพึ่งพา หรือกับผู้ที่ไร้ความสามารถ แต่สำหรับผู้ที่ทรงพลังและทรงอำนาจ รวมถึงเมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่ต้องพึ่งพิงอย่างเร่งด่วนและมีความต้องการอย่างแท้จริง เขาจะวิงวอนด้วยความมุ่งมั่นแน่วแน่ และขอร้องในฐานะผู้ที่ยากจนและจำเป็นต้องได้รับสิ่งที่เขาวอนขอ และเขาจะหันไปพึ่งพิงอัลลอฮ์ เพราะพระองค์คือผู้ทรงมั่งคั่งสมบูรณ์และทรงอำนาจเหนือทุกสิ่ง
จากอบูฮูรัยเราะห์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า: ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: "ช่างน่าอัปยศสิ้นดีต่อคนหนี่ง ที่ฉันถูกกล่าวถึงต่อหน้าเขา เเต่เขากลับไม่ขอพร(ซอลาวาต)ต่อฉัน ช่างน่าอัปยศสิ้นดีต่อคนหนึ่ง ที่เราระมาฎอนมายังเขา แต่เขากลับไม่ได้รับการอภัยโทษ เเละช่างน่าอัปยศสิ้นดีต่อคนหนึ่ง ที่เขาได้อยู่ร่วมกับบิดามารดาทั้งสองคนจนบรรลุถึงวัยชรา แล้วโดยทั้งสองนั้นไม่ก่อให้เกิดผลให้เขาเข้าสวรรค์"
บันทึกโดย อัต-ติรมีซีย์ และอะห์มัดท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้ขอ (ดุอาอ์) ต่ออัลลอฮ์ให้ผู้คนสามประเภทต้องเผชิญกับการที่จมูกของพวกเจาต้องเปรอะเปื้อนฝุ่น ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความอัปยศ ความต่ำต้อย และความล้มเหลว. กลุ่มแรก: คือ ผู้ที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ถูกกล่าวถึงต่อหน้าเขา แต่เขาไม่ได้กล่าวว่า: ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม หรือบางสำนวนที่คล้ายกัน แก่เขา กลุ่มที่สอง: คือ ใครก็ตามที่ได้พบกับเดือนรอมฎอน และเดือนนั้นผ่านไปโดยที่เขาไม่ได้รับการอภัยโทษจากความประมาทเลินเล่อในการทำความดีของเขา กลุ่มที่สาม: คือ ชายคนหนึ่งที่ได้อยู่กับพ่อแม่ของเขาจนถึงวัยชรา แต่กลับไม่ใช้สิ่งนั้นเป็นเหตุผลที่ทำให้เขาได้เข้าสวรรค์ เนื่องจากการไม่เชื่อฟังและปล่อยปะละเลยต่อหน้าที่ ที่จะต้องปฏิบัติต่อทั้งสอง
จากอัลบะรออ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า: ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: "ไม่มีมุสลิมสองคนที่พบเจอกันแล้วจับมือสลามกัน เว้นแต่พวกเขาทั้งสองจะได้รับการอภัยโทษก่อนที่ทั้งสองจะแยกจากกัน"
บันทึกโดย อบูดาวูด อัต-ติรมิซีย์ อิบนุมาญะฮ์ และอะห์มัดท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้บอกเล่าว่า: หากมุสลิมสองคนพบปะกันบนถนนหนทางหรือสถานที่ใด ๆ ก็ตาม แล้วฝายหนึ่งกล่าวสลามแก่อีกฝ่ายหนึ่ง พร้อมกับจับมือสลามกัน สองจะได้รับการอภัยโทษก่อนที่พวกเขาจะแยกจากกัน ไม่ว่าจะโดยการแยกร่างกายออกจากกันหรือเมื่อสิ้นสุดการจับมือกัน.
จากท่านอับดุลลอฮ์ บิน อัมร์ บิน อัลอาศ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา ได้กล่าวว่า: "ฉันได้ยินท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: "แท้จริงหัวใจของลูกหลานอาดัมทั้งหมดอยู่ระหว่างสองนิ้วจากบรรดานิ้วของผู้ทรงกรุณาปรานี ซึ่งมันเสมือนหัวใจดวงเดียว พระองค์จะทรงผันเปลี่ยนมันตามความประสงค์ของพระองค์” จากนั้น ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ก็กล่าวดุอาอ์ว่า: «اللهُمَّ مُصَرِّفَ الْقُلُوبِ صَرِّفْ قُلُوبَنَا عَلَى طَاعَتِكَ» (ความหมาย: โอ้ผู้ทรงผันเปลี่ยนหัวใจ โปรดผันเปลี่ยนหัวใจของเราให้มั่นคงอยู่บนการเชื่อฟังพระองค์ด้วยเถิด)"
บันทึกโดย มุสลิมท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้บอกว่า หัวใจของมนุษย์ทั้งหมดอยู่ระหว่างสองนิ้วของนิ้วทั้งหลายของพระผู้ทรงเมตตา (อัลรอฮ์มาน) เสมือนหัวใจดวงเดียว พระองค์ทรงพลิกผันมันไปในทิศทางที่พระองค์ประสงค์ หากพระองค์ประสงค์ พระองค์จะทรงทำให้มันมั่นคงบนความจริง และหากพระองค์ประสงค์ พระองค์จะทรงให้มันหลงจากความจริง และการที่พระองค์ทรงพลิกผันหัวใจทั้งหมดนั้นเสมือนการพลิกผันหัวใจดวงเดียว เพราะการงานใด ๆ ของพระองค์ไม่มีสิ่งใดทำให้พระองค์ทรงเหน็ดเหนื่อยหรือถูกขัดขวางได้เลย" จากนั้นท่านนบี (ศ็อลฯ) ได้กล่าวดุอาอ์ว่า: "โอ้อัลลอฮ์ ผู้ทรงพลิกผันหัวใจ ซึ่งบางครั้งพลิกผันไปสู่การเชื่อฟัง บางครั้งไปสู่การฝ่าฝืน บางครั้งไปสู่การรำลึกถึงพระองค์ และบางครั้งไปสู่การลืมเลือนพระองค์ โปรดพลิกผันหัวใจของพวกเราให้อยู่ในการภักดีต่อพระองค์เถิด"
จากอับดุลลอฮ์ บิน มัสอูด เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า : ฉันได้ยินท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า : ขออัลลอฮ์ทรงให้ผู้ใดที่ได้ยินสิ่งใดจากเราและได้นำมันไปเผยแพร่ตามที่เขาได้ยินนั้น มีความรุ่งเรืองงดงาม เพราะบางทีผู้ที่ถ่ายทอดอาจเข้าใจได้ดียิ่งกว่าผู้ที่ได้ยินเอง
บันทึกโดย อัต-ติรมีซีย์ อิบนุมาญะฮ์ และอะห์มัดท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้วิงวอนขอให้อัลลอฮ์ประทานความงดงาม ความสุข และความดีงามในโลกนี้ และขอให้อัลลอฮ์นำพาเขาไปสู่ความงดงามและความสุขในสวนสวรรค์ในวันอาคิเราะฮ์ สำหรับผู้ที่ได้ยินหะดีษของท่านและจดจำมันไว้จนสามารถเผยแพร่ต่อผู้อื่นได้ เพราะบางครั้งผู้ที่ได้รับการถ่ายทอดหะดีษอาจมีความเข้าใจลึกซึ้งกว่า มีวิจารณญาณ และสามารถวินิจฉัยหลักคำสอนได้ดีกว่าผู้ถ่ายทอดหะดีษ ดังนั้น ผู้ถ่ายทอดอาจมีความชำนาญในการจดจำและถ่ายทอด ส่วนผู้ที่ได้รับการถ่ายทอดอาจมีความชำนาญในด้านความเข้าใจและการวินิจฉัย.
จากอบูมูซา เราะฎิยัลลอฮ์อันฮุ รายงานว่า ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: "แท้จริง สำหรับผู้ศรัทธาในสวรรค์นั้นจะมีกระโจมที่ทำจากไข่มุกกลวงเพียงเม็ดเดียว ซึ่งมีความยาวหกสิบไมล์ โดยที่เขาจะมีคู่ครองหลายคนอยู่ในกระโจมหลังนั้น และจะหมุนเวียนผลัดเปลี่ยนกันไปแสวงหาความสุขกับภรรยาแต่ละคน โดยที่แต่ละคนจะมองไม่เห็นซึ่งกันและกัน"
บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ และมุสลิมท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้บอกเล่าถึงบางส่วนของความสุขในสรวงสวรรค์ว่า สำหรับผู้ศรัทธาในสวนสวรรค์จะมีพลับพลาขนาดใหญ่ที่กว้างขวาง ภายในกลวง และสร้างขึ้นจากไข่มุกเม็ดเดียวที่สมบูรณ์แบบ มีความกว้างและยาวในสวรรค์ถึง 60 ไมล์ ในแต่ละด้าน มุม และบริเวณทั้งสี่ของพลับพลา จะมีภรรยา (ในสวรรค์) ซึ่งแต่ละคนจะไม่เห็นกันและกัน และผู้ศรัทธาสามารถเวียนไปหาภรรยาของเขาได้