





























Hadeeth Cards
Da'wa cards that highlight great meanings from the noble prophetic hadiths in a simple style and attractive display that helps the Muslim to have a deeper understanding of his religion in an easy way
All
จากอุบาดะฮ์ บิน อัศศอมิต เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ เล่าว่า : ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: "ทองแลกกับทอง เงินแลกกับเงิน ข้าวสาลีแลกกับข้าวสาลี ข้าวบาร์เลย์แลกกับข้าวบาร์เลย์ อินทผลัมแลกกับอินทผลัม และเกลือแลกกับเกลือ จะต้องแลกเปลี่ยนในปริมาณที่เท่ากัน โดยไม่มีส่วนเกิน และต้องทำการแลกเปลี่ยนในทันทีแบบส่งมอบมือถึงมือ แต่หากสิ่งของที่แลกเปลี่ยนเป็นคนละประเภท ก็สามารถแลกเปลี่ยนได้ตามที่ต้องการ ตราบใดที่เป็นการส่งมอบแบบมือถึงมือทันที"
บันทึกโดย มุสลิมท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้อธิบายวิธีการซื้อขายที่ถูกต้องในประเภททรัพย์สินที่เป็นดอกเบี้ยทั้งหก ได้แก่ ทองคำ เงิน ข้าวสาลี ข้าวบาร์เลย์ อินทผลัมและเกลือ หากเป็นชนิดเดียวกัน เช่น ขายทองแลกทองและเงินแลกเงิน...ต้องเข้าเงื่อนไขสองประการ คือ: ประการแรก: ความเสมอภาคของน้ำหนัก หากมีการชั่ง เช่น ทองคำและเงิน หรือความเสมอภาคในการตวง หากมีการตวง เช่น ข้าวสาลี ข้าวบาร์เลย์ อินทผาลัม และเกลือ ประการที่สอง: ผู้ขายได้รับมูลค่าและผู้ซื้อได้รับสินค้าในช่วงเวลาที่ทำการค้าขาย หากประเภทเหล่านี้แตกต่างกัน เช่น การขายทองคำด้วยเงิน หรืออินทผาลัมกับข้าวสาลี การขายจะได้รับอนุญาตภายใต้เงื่อนไขเดียว ซึ่งก็คือผู้ขายจะได้รับมูลค่าของสินค้าและผู้ซื้อได้รับสินค้าในช่วงเวลาทำการค้าขาย มิฉะนั้นแล้ว จะถือว่าการค้าขายไม่ถูกต้อง และเข้าข่ายการกินดอกเบี้ยอันเป็นที่ต้องห้ามทั้งผู้ขายและผู้ซื้อ
จากอบูฮุร็อยเราะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ เล่าว่า: ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: ""ส่วนของผ้าที่อยู่ต่ำกว่าข้อเท้าจะอยู่ในไฟนรก""
บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้เตือนบรรดาชายทั้งหลายไม่ให้ปล่อยสิ่งที่คลุมส่วนล่างของร่างกาย เช่น เสื้อยาว กางเกง หรือสิ่งอื่นใดไว้ใต้ข้อเท้า(ตาตุ่ม)ของเท้า และสิ่งใด ๆ ที่อยู่ใต้ข้อเท้าที่สวมอยู่ ผู้ที่สวมสิ่งนั้นจะอยู่ในนรก ทั้งนี้เพื่อเป็นการลงโทษสำหรับการกระทำของเขา
จากท่านอะมีรุลมุอ์มินีน อบู หัฟศ์ อุมัร อิบนุ อัล-ค็อฏฏอบ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้เล่าว่า ฉันได้ยินท่านเราะสูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “แท้จริงการงานนั้นขึ้นอยู่กับการตั้งเจตนา และแท้จริงทุกคนจะได้รับ (การตอบแทน) ตามที่เจตนาไว้ ดังนั้นผู้ใดที่การอพยพของเขามีเจตนาไปยังอัลลอฮ์และเราะสูลของพระองค์ การอพยพของเขาก็จะไปยังอัลลอฮ์และเราะสูลของพระองค์ และผู้ใดที่การอพยพของเขามีเจตนาเพื่อให้ได้รับสิ่งที่อยู่ในโลกนี้ หรือเพื่อผู้หญิงที่เขาจะแต่งงานด้วย ดังนั้นการอพยพของเขาก็จะไปยังสิ่งที่เขาได้เจตนาที่อพยพไป”
หะดีษนี้บันทึกโดยอิหม่ามแห่งนักหะดีษทั้งสอง นั่นคือท่านอบูอับดิลลาฮฺ มุหัมมัด บิน อิสมาอีล บิน อิบรอฮีม บิน อัล-มุฆีเราะฮฺ บิน บัรดิซบะฮฺ อัล-บุคอรีย์ และท่านอบู อัล-หุสัยนฺ มุสลิม บิน อัล-หัจญาจญ์ บิน มุสลิม อัล-กุชัยรียฺ อัล-นัยสาบูรีย์ ในหนังสือเศาะฮีท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม อธิบายว่า: แท้จริง ทุกการกระทำนั้นจะถูกพิจารณาดูที่การเจตนา ซึ่งหลักการนี้ครอบคลุมทุกการกระทำ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอิบาดะฮ์(การเคารพภักดี)หรือเรื่องมุอามะละฮ์(การเป็นอยู่ในสังคม) ดังนั้นผู้ใดที่ตั้งเจตนาในการปฏิบัติการงานของเขาเพื่อประโยชน์ใดๆ ก็ตาม เขาจะไม่ได้รับสิ่งใดนอกจากผลประโยชน์ดังกล่าวและเขาจะไม่ได้รับผลบุญใดๆ จากการกระทำนั้น และผู้ใดที่ตั้งเจตนาในปฏิบัตินั้นเพื่อเข้าใกล้อัลลอฮ์ เขาก็จะได้รับผลตอบแทนและรางวัลจากการกระทำของเขา แม้ว่าสิ่งที่เขาได้กระทำนั้นเป็นเรื่องปกติทั่วไปก็ตาม เช่น การกินและดื่ม จากนั้นท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้ยกตัวอย่างให้เห็นถึงผลของการตั้งเจตนาที่มีต่อการกระทำ ทั้งๆ ที่มันเป็นการกระทำที่เท่าเทียมกันในภาพลักษณ์ภายนอก ท่านได้อธิบายว่า ผู้ใดที่ตั้งใจในการอพยพออกจากบ้านเกิดเมืองนอนเพื่อแสวงหาความพอพระทัยจากพระผู้อภิบาลของเขา การอพยพของเขาก็จะเป็นการอพยพที่ถูกต้องตามหลักศาสนา เป็นที่ถูกตอบรับ และเขาจะได้รับผลบุญเป็นการตอบแทนตามเจตนาที่เขาได้ตั้งใจไว้ และผู้ใดที่อพยพเพื่อหวังผลประโยชน์ทางโลกนี้ จะเป็นทรัพย์สิน เงินทอง เกียรติยศ การค้า หรือภรรยา เขาจะไม่ได้รับสิ่งใดๆ จากการอพยพของเขาเว้นแต่ผลประโยชน์ที่เขาได้ตั้งใจไว้เท่านั้น และจะไม่มีผลบุญหรือรางวัลใดๆ สำหรับเขา
จากอบู อับดิลลาฮ์ นั่นคือ อัน-นุอ์มาน อิบนุ บะชีร เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ เล่าว่า ฉันได้ยินท่านเราะสูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: แท้จริงสิ่งที่อนุมัติ (หะลาล) นั้นชัดเจนและสิ่งที่ต้องห้าม (หะรอม) ก็ชัดเจนเช่นกัน และในระหว่างทั้งสองนั้นมีสิ่งที่คลุมเครือ (ไม่ชัดเจน) ซึ่งผู้คนส่วนมากไม่รู้ ดังนั้นผู้ใดรักษาตนจากสิ่งที่คลุมเครือได้ เขาก็รักษาศาสนาและเกียรติยศของเขาได้ และผู้ใดที่ตกอยู่ในสิ่งที่คลุมเครือ ก็เสมือนกับว่าเขาได้ตกอยู่ในสิ่งที่ต้องห้าม เปรียบดังเช่นผู้ที่เลี้ยงปศุสัตว์อยู่รอบ ๆ บริเวณเขตหวงห้าม ซึ่งกลัวว่ามันอาจเล็ดลอดเข้าไปกินในนั้น พึงทราบเถิดว่า กษัตริย์ทุกคนย่อมมีเขตหวงห้าม และพึงทราบเถิดว่า แท้จริงเขตหวงห้ามของอัลลอฮ์คือสิ่งต้องห้ามต่าง ๆ ของพระองค์ พึงทราบเถิดว่า ในร่างกายมนุษย์มีก้อนเนื้ออยู่ก้อนหนึ่ง หากเนื้อก้อนนั้นดี ร่างกายก็จะดีตาม และหากเนื้อก้อนนั้นเสีย ร่างกายก็จะเสียตามไปด้วย พึงทราบเถิดว่า เนื้อก้อนนั้นคือ หัวใจ"
บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์และมุสลิมท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้ชี้แจงกฎทั่วไปเกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ และในศาสนามันถูกแบ่งออกเป็นสามประเภท : สิ่งที่ได้รับอนุมัติชัดเจน สิ่งต้องห้ามชัดเจน และสิ่งที่คลุมเครือไม่ชัดเจนว่ามันเป็นสิ่งที่ได้รับอนุมัติหรือเป็นสิ่งต้องห้ามซึ่งคนจำนวนมากไม่รู้ ดังนั้นผู้ใดที่ละทิ้งสิ่งที่คลุมเครือนั้น แน่นอนศาสนาของเขาก็จะปลอดภัยโดยการไม่ตกอยู่ในสิ่งต้องห้าม และเกียรติยศของเขาก็จะปลอดภัยจากคำพูดของผู้คนที่ตำหนิเขาด้วยเหตุที่เขากระทำในสิ่งที่คลุมเครือ และผู้ใดที่ไม่ปลีกตัวออกจากสิ่งคลุมเครือ แน่นอนเขากำลังนำตัวเองไปสู่การกระทำที่เป็นสิ่งต้องห้าม หรือทำให้ผู้คนลดเกียรติของเขา และท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้ยกตัวอย่างให้เห็นถึงสภาพของผู้ที่กระทำสิ่งที่คลุมเครือ โดยเปรียบเทียบผู้นั้นเป็นเสมือนผู้เลี้ยงแกะที่เลี้ยงแกะของเขาใกล้บริเวณเขตต้องห้าม แล้วแกะของเขาอาจจะรุกล้ำเข้าไปกินในเขตต้องห้ามนั้น เนื่องด้วยใกล้เคียงกัน และเช่นเดียวกัน ผู้ใดที่กระทำสิ่งที่มีความคลุมเครือ แน่นนอนเขาผู้นั้นจะเข้าใกล้สิ่งต้องห้ามและเขาอาจจะตกสู่การกระทำในสิ่งที่ต้องห้ามนั้นได้ จากนั้น ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้บอกว่า ในร่างกายนั้นมีเนื้ออยู่ก้อนหนึ่ง (ซึ่งก็คือหัวใจ) ร่างกายจะดีหากเนื้อก้อนนั้นดี และร่างกายจะเสียหากเนื้อก้อนนั้นเสีย
จากอบู หัมซะฮ์ นั่นคือ อะนัส อิบนุ มาลิก เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ผู้รับใช้ของท่านเราะสูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: "ผู้ใดผู้หนึ่งในหมู่พวกเจ้าจะยังไม่ศรัทธา (โดยสมบูรณ์) จนกว่าเขาจะรักพี่น้องของเขาเสมือนกับที่เขารักตัวของเขาเอง"
บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ และมุสลิมท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม แสดงให้เห็นชัดเจนว่าความศรัทธาที่สมบูรณ์ของมุสลิมคนใดจะไม่บรรลุผลจนกว่าจะมีความรักต่อพี่น้องเหมือนที่เขารักตัวเองในเรื่องของการปฏิบัติตามคำสั่งของอัลลอฮ์ และการทำความดีทั้งในด้านศาสนาและชีวิตประจำวัน รวมถึงความเกลียดสิ่งที่เขาเกลียดให้แก่ตัวเอง หากพบข้อบกพร่องในด้านศาสนาในตัวพี่น้อง เขาจะพยายามแก้ไข และหากพบสิ่งดีในตัวพี่น้อง เขาจะสนับสนุนและช่วยเหลือ พร้อมทั้งให้คำแนะนำในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับศาสนาและชีวิตประจำวัน
จากอบูมัสอูด นั่นคือ อุกบะฮ์ อิบนุ อัมริน อัล-อันศอรีย์ อัล-บัดรีย์ เราะฎิยัลลอฮฺอันฮุ เล่าว่า: ท่านเราะสูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: "แท้จริงส่วนหนึ่งจากสิ่งที่มนุษย์ได้รับรู้จากคำพูดของบรรดาศาสนทูตก่อนๆ คือ หากเจ้าไม่มีความละอายแล้ว ก็จงทำตามสิ่งที่เจ้าประสงค์เถิด"
บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม บอกเราว่าหนึ่งในคำสั่งเสียที่บรรดานบีก่อนหน้านี้ได้กล่าวไว้ และผู้คนได้เผยแพร่กันระหว่างกัน และสืบทอดกันจากรุ่นสู่รุ่น จนมาถึงรุ่นแรกของประชาชาตินี้ คือ การพิจารณาสิ่งที่เราต้องการจะทำ หากสิ่งนั้นไม่ใช่สิ่งที่น่าอายก็จงทำมัน แต่หากสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่น่าอายก็จงละเว้น เพราะการยับยั้งไม่ให้กระทำสิ่งที่น่าเกลียดคือนิสัยของความละอาย ผู้ที่ไม่มีความละอายจะถลำตัวเข้าสู่ความชั่วร้ายและสิ่งที่ถูกตำหนิทุกประการ.
จากอุมัร อิบนุล ค็อฏฏอบ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ จากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: "หากพวกเจ้ามอบหมายตนต่ออัลลอฮ์อย่างแท้จริงแล้ว แน่นอนพระองค์จะประทานริซกี (ปัจจัยยังชีพ) ให้พวกท่าน เช่นเดียวกับที่พระองค์ทรงประทานริซกีให้กับนก โดยที่มันบินออกไปในตอนเช้าในสภาพที่ท้องว่างและกลับมาในตอนเย็นในสภาพที่ท้องอิ่ม"
บันทึกโดยอิหม่ามอะหฺมัด อัตติรมิซีย์ อันนะซาอีย์ อิบนุมาญะฮ์ อิบนุหิบบานในหนังสือเศาะฮีหฺของท่าน และอัลหากิมท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กำชับให้เรามอบหมายต่ออัลลอฮ์ ตะอาลา ในการแสวงหาประโยชน์และกำจัดภัยต่างๆ ทั้งในเรื่องทางโลกหรือทางศาสนา เพราะแท้จริงไม่มีผู้ใดที่จะให้ หรือยับยั้ง หรือให้โทษ หรือให้ประโยชน์ นอกจากพระองค์เท่านั้น และยังกำชับให้เราทำในสิ่งที่เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดประโยชน์ และกำจัดสิ่งที่จะเป็นโทษ พร้อมกับมอบหมายต่ออัลลอฮ์อย่างสัจจริง ดังนั้นเมื่อไรที่เราได้ทำเช่นนั้น แน่นอนอัลลอฮ์จะทรงประทานปัจจัยยังชีพให้แก่เราเหมือนกับที่พระองค์ทรงประทานให้แก่นกที่ออกหากินในตอนเช้าในสภาพที่ท้องหิวแล้วกลับมาในสภาพที่ท้องอิ่ม ซึ่งการกระทำเช่นนี้ของนกเป็นสาเหตุอย่างหนึ่งในการแสวงหาปัจจัยยังชีพ ไม่ใช่การยอมจำนนและเกียจคร้าน
จาก อัน-เนาวาส อิบนุ ซิมอาน เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ จากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: "ความดีนั้นคือ การมีจรรยามารยาทที่ดีงาม ส่วนความชั่วนั้นคือ สิ่งที่ทำให้กระสับกระส่ายในตัวท่าน และท่านก็ไม่ชอบให้ใครรู้เห็น" จากวาบิเศาะฮ์ บิน มะอฺบัด เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ เล่าว่า: ฉันได้มาหาท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม แล้วท่านกล่าวว่า: “เจ้ามาเพื่อถามเกี่ยวกับความดีและความชั่วใช่ไหม?” ฉันตอบว่า: “ใช่” ท่านจึงกล่าวว่า: “จงถามหัวใจของเจ้าเองเถิด — ความดีนั้นคือสิ่งที่จิตใจรู้สึกสงบและหัวใจมั่นใจในนั้น ส่วนความชั่วนั้นคือสิ่งที่ทำให้จิตใจกระสับกระส่ายและอกสั่นใจสั่น แม้ว่าผู้คนจะให้คำฟัตวา (ตัดสิน) แก่เจ้าว่ามันไม่เป็นไรก็ตาม”
หะดีษแรก: บันทึกโดยมุสลิม และหะดีษที่สอง: บันทึกโดยอะหมัดและอัด-ดาริมีย์ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้แจ้งให้ทราบเกี่ยวกับ “ความดี” (อัลบิรฺร) และ “ความชั่ว” (อัลอิษม์) โดยกล่าวว่า:“ลักษณะสำคัญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของความดี คือ การมีอุปนิสัยที่ดีงามต่ออัลลอฮ์ ด้วยการมีตักวา (ยำเกรงพระองค์) และต่อผู้คน ด้วยการอดทนต่อความเดือดร้อน ควบคุมความโกรธ ยิ้มแย้มแจ่มใส พูดจาอ่อนหวาน รักษาความสัมพันธ์ ให้การเชื่อฟัง ความอ่อนโยน ความกตัญญู รวมถึงการคบหาและอยู่ร่วมกันอย่างดีงาม” และท่านยังกล่าวอีกว่า “ความดีนั้นคือสิ่งที่หัวใจและจิตใจรู้สึกสงบและมั่นใจในนั้น” ในส่วนของความชั่วนั้น เป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดความสงสัย และความลังเลในจิตใจโดยที่หัวใจไม่เปิดรับมัน และความสงสัยก็เกิดขึ้นในใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ และความกลัวว่ามันจะเป็นบาป และเจ้าก็ไม่อยากจะแสดงมันออกมา เพราะมันน่าเกลียดสำหรับบุคคลดี และคนสมบูรณ์แบบที่สุดในหมู่พวกเจ้า ทั้งนี้เพราะโดยธรรมชาติแล้วจิตใจชอบให้ผู้อื่นรู้ถึงความดีของตน ดังนั้น หากจิตใจเกลียดชังให้ผู้อื่นรู้ถึงการกระทำบางอย่างของตน ก็ถือเป็นบาปที่ไม่มีความดีใดๆ เลย หากมีคนออกคำฟัตวาให้คุณ อย่ายอมรับคำฟัตวาของพวกเขาตราบใดที่คุณยังคงมีความสงสัยอยู่ เพราะคำฟัตวาไม่สามารถขจัดความสงสัยนั้นได้ตราบใดที่ความสงสัยนั้นถูกต้องและผู้ออกคำฟัตวาออกคำฟัตวาโดยปราศจากความรู้ หากคำฟัตวาขึ้นอยู่กับหลักฐานทางกฎหมาย (บทบัญญัติ) ผู้ที่ต้องการคำฟัตวาจะต้องอ้างอิงถึงหลักฐานนั้น แม้ว่าเขาจะไม่รู้สึกสบายใจกับหลักฐานนั้นก็ตาม
จากอับดุลลอฮ์ บิน บุสริน เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า: มีชายคนหนึ่งมาหาท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม แล้วกล่าวว่า: "โอ้ท่านเราะซูลุลลอฮ์! แท้จริงบทบัญญัติแห่งอิสลามมีมากมายเหลือเกินสำหรับพวกเรา ดังนั้นขอคำแนะนำที่เป็นหลักการสำคัญที่ครอบคลุมเพียงข้อเดียวที่เราจะยึดถือได้?" ท่านนบีตอบว่า: "ให้ลิ้นของท่านเปียกชื้นอยู่เสมอด้วยการรำลึกถึงอัลลอฮ์" ในอีกรายงานหนึ่ง จากหะดีษของมุอาซ บิน ญะบัล เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ เล่าว่า:“สิ่งสุดท้ายที่ฉันจากลาท่านศาสนทูตของอัลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม คือ ฉันถามท่านว่า "การงานใดดีที่สุดและใกล้ชิดต่ออัลลอฮ์มากที่สุด?’ ท่านตอบว่า: "การที่เจ้าตายในขณะที่ลิ้นของเจ้ายังเปียกชื้นอยู่ด้วยการรำลึกถึงอัลลอฮ์ ผู้ทรงเกรียงไกรและทรงสูงส่ง”
บันทึกโดย อะห์มัด อัตติรมิซีย์ อิบนุมาญะฮ์ และอิบนุหิบบานชายคนหนึ่งบ่นกับท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ว่า การอิบาดะฮ์โดยสมัครใจมีมากเกินไปสำหรับเขาจนถึงจุดที่เขาไม่สามารถปฏิบัติได้เนื่องจากความอ่อนแอของเขา จากนั้นเขาก็ถามท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เพื่อชี้แนะเขาไปสู่การกระทำอันเรียบง่ายอันจะนำมาซึ่งรางวัลอันยิ่งใหญ่ที่เขาสามารถยึดถือและยืนหยัดได้ ดังนั้นท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้แนะนำเขาให้รักษาลิ้นของเขาให้นุ่มนวลและเคลื่อนไหวเพื่อระลึกถึงพระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพตลอดเวลาและทุกสถานการณ์ เช่น การสรรเสริญ การขอบคุณ การขออภัยโทษ การวิงวอน และอื่นๆ