





























Hadeeth Cards
Da'wa cards that highlight great meanings from the noble prophetic hadiths in a simple style and attractive display that helps the Muslim to have a deeper understanding of his religion in an easy way
All
จากอบู ฮุร็อยเราะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ เล่าว่า: ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “ใครก็ตามที่ละทิ้งการเชื่อฟังและแยกตัวออกจากกลุ่มมุสลิม และจากนั้นเขาก็ตาย การตายของเขานั้นคือเหมือนการตายของคนในยุคก่อนอิสลาม ใครก็ตามที่ต่อสู้ภายใต้ร่มธงของความไม่ชัดเจนระหว่างความจริงกับความเท็จ โกรธเพราะความคลั่งไคล้ในพวกพ้อง เรียกร้อง ต่อสู้เพื่อศักดิ์ศรีของพวกพ้อง ให้ความช่วยเหลือเพื่อพวกพ้อง แล้วเขาก็ถูกฆ่าตาย ดังนั้นการเสียชีวิตของเขาก็เหมือนกับการเสียชีวิตของคนในยุคก่อนอิสลาม และใครก็ตามที่ทำลายความจงรักภักดีของเขาต่อประชาชาติของฉัน(ด้วยการเป็นกบฏ)โดยฆ่าทั้งคนดีและคนไม่ดีในหมู่ประชาชาติของฉัน ไม่สนใจว่าจะเป็นผู้ศรัทธาหรือไม่ และไม่ปฏิบัติตามพันธสัญญากับคนที่เขาได้ทำพันธสัญญาด้วย ดังนั้นเขาผู้นั้นไม่ได้เป็นพวกของฉันและฉันไม่ได้เป็นพวกของเขา"
บันทึกโดย มุสลิมท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม อธิบายว่า ผู้ใดที่ละทิ้งการเชื่อฟังต่อผู้นำ และแยกตัวออกจากกลุ่มมุสลิมที่ต่างเห็นพ้องด้วยการให้คำมั่นสัญญาว่าจะจงรักภักดีต่อผู้นำ แล้วเขาก็เสียชีวิตไปในสภาพของการแยกออกจากกลุ่มนั้น และละทิ้งการเชื่อฟังผู้นำ ดังนั้นการเสียชีวิตของเขาก็เหมือนกับการเสียชีวิตของคนในยุคก่อนอิสลามที่ไม่เชื่อฟังผู้นำและไม่เข้าร่วมอยู่ในกลุ่มเดียวกัน แต่พวกเขาแตกเป็นกลุ่มๆ ต่างฝ่ายต่างต่อสู้กันเอง. และท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวอีกว่า ใครก็ตามที่ต่อสู้ภายใต้ธงที่ไม่มีชัดเจนระหว่างความจริงกับความเท็จ เขาโกรธเพียงเพราะความคลั่งไคล้ในพวกพ้องและเผ่าของเขา ไม่ใช่เพื่อช่วยเหลือศาสนาและสัจธรรม ดังนั้นเขาต่อสู้บนพื้นฐานของความคลั่งไคล้โดยปราศจากความเข้าใจและความรู้ และถ้าเขาถูกฆ่าในสภาพนั้น การตายของเขาก็เหมือนกับการตายของคนในยุคก่อนอิสลาม และใครก็ตามที่กบฏต่อประชาชาติของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมโดยฆ่าทั้งคนดีและคนไม่ดีในหมู่ประชาชาติของท่าน และไม่สนใจในสิ่งที่ทำและไม่เกรงกลัวกับการลงโทษจากการฆ่าผู้ที่ศรัทธา และไม่ปฏิบัติตามพันธสัญญาที่มีกับบรรดาผู้ปฎิเสธ หรือที่มีต่อผู้นำ ซึ่งพวกเขาทำลายพันธสัญญานั้น การกระทำเช่นนี้ถือว่าเป็นหนึ่งในบาปใหญ่ และใครก็ตามที่ทำเช่นนี้ แท้จริงมันเป็นสิ่งที่สมควรจะได้รับการลงโทษที่รุนแรง.
จากอัรฟะญะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ เล่าว่า ฉันได้ยินท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: "ใครก็ตามที่มาหาพวกเจ้า ในขณะที่พวกเจ้ามีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันด้วยการอยู่ภายใต้ผู้นำคนเดียว ซึ่งเขาผู้นั้นต้องการทำลายความเข้มแข็งของพวกเจ้าหรือมาทำให้ญะมาอะฮ์ของพวกเจ้าเกิดความแตกแยก ดังนั้น พวกเจ้าจงฆ่าเขาเสีย"
บันทึกโดย มุสลิมท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิสะสัลลัม อธิบายว่า หากบรรดามุสลิมได้รวมกันภายใต้ผู้นำคนเดียว และภายใต้กลุ่มเดียว แล้วมีคนต้องการแย่งชิงอำนาจจากเขา หรือต้องการทำให้บรรดามุสลิมเกิดความแตกแยกเป็นกลุ่มๆ จำเป็นสำหรับพวกเขาที่จะต้องห้ามปรามเขาและต่อสู้ เพื่อป้องกันความชั่วร้ายจากเขาและปกป้องชีวิตของบรรดามุสลิม
จากอบูสะอีด อัลคุดรีย์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ แท้จริงท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า: “หนึ่งในญิฮาดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือคำพูดแห่งความยุติธรรมต่อหน้าผู้ปกครองที่ไม่ยุติธรรม”
บันทึกโดย อบูดาวูด อัต-ติรมิซีย์ อิบนุมาญะฮ์ และอะห์มัดท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้อธิบายว่าญิฮาดประเภทหนึ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดและมีประโยชน์มากที่สุดในหนทางของอัลลอฮ์คือถ้อยคำแห่งความยุติธรรมและความจริงต่อหน้าผู้ปกครองหรือผู้นำที่ไม่ยุติธรรม เพราะการกระทำนั้นเป็นการปฏิบัติตามหลักการสั่งใช้ในสิ่งที่ดีและห้ามปรามในสิ่งที่ชั่ว ไม่ว่าจะเป็นการพูด การเขียน หรือการกระทำใด ๆ ที่จะนำมาซึ่งประโยชน์และขจัดความเสียหาย.
จากอบูมัสอูด เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ รายงานจากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “แท้จริงจะมีคนเห็นแก่ตัว(ผู้ปกครอง) และสิ่งต่างๆ ที่พวกเจ้ารับไม่ได้” พวกเขาถามว่า “โอ้ท่านเราะซูลุลลอฮ์ แล้วท่านจะใช้ให้พวกเราทำอย่างไร?” ท่านตอบว่า “ทำหน้าที่ที่วาญิบเหนือพวกเจ้า และขอต่ออัลลอฮ์ทรงประทานสิ่งที่เป็นสิทธิของพวกเจ้า"
บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ และมุสลิมท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม บอกว่าบรรดามุสลิมีนจะตกอยู่ภายใต้การปกครองของผู้ที่จะผูกขาดเงินทองของมุสลิมและกิจการต่างๆ ทางโลก โดยใช้จ่ายตามที่พวกเขาพอใจและพวกเขาจะห้ามสิทธิต่างๆ ของมุสลิมในการใช้สิทธิของพวกเขาทีมีต่อทรัพย์สินนั้น . จะมีเรื่องราวที่ไม่เป็นที่ยอมรับปรากฎขึ้นกับพวกเขาที่เกี่ยวกับเรื่องศาสนา บรรดาเศาะฮาบะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุม ได้ถามท่านว่า: แล้วพวกเขาจะทำอย่างไรในสภาพที่เกิดขึ้นนั้น? ดังนั้นท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม บอกพวกเขาว่า การครอบครองทรัพย์สมบัติของพวกเขานั้นไม่ได้เป็นการขัดขวางไม่ให้พวกเจ้าละทิ้งสิ่งที่เป็นหน้าที่ที่ต้องเชื่อฟังและปฏิบัติตามพวกเขา แต่จงอดทน เชื่อฟัง และปฏิบัติตาม และไม่โต้เถียงกับพวกเขาในเรื่องนั้น และจงขอสิทธิต่างๆ ที่เป็นของพวกเจ้าจากอัลลอฮ์ และขอพระองค์ทรงแก้ไขพวกเขา และขอความคุ้มครองจากความชั่วร้ายและความอธรรมของพวกเขา
จากนุอ์มาน บิน บะชีร เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา จากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “อุปมาผู้ที่อยู่ในขอบเขตของอัลลอฮ์กับผู้ที่ไม่ได้อยู่ในนั้น ก็เปรียบเสมือนกลุ่มชนที่จับสลากบนเรือ แล้วบางคนจับสลากได้อยู่ชั้นบนและบางคนก็จับสลากได้อยู่ชั้นล่าง แต่ครั้นเมื่อผู้ที่อยู่ด้านล่างของเรือต้องการจะใช้น้ำ พวกเขาก็ต้องเดินขึ้นไปชั้นบนต้องเดินผ่านบรรดาผู้ที่อยู่เหนือพวกเขา พวกเขาจึงกล่าวว่า หากเราได้เจาะในส่วนของเรา เราจะได้ไม่ไปรบกวนคนที่อยู่ด้านบน ดังนั้นหากพวกเขาไม่สนใจคนกลุ่มนั้นและปล่อยให้พวกเขากระทำสิ่งที่ต้องการนั้น พวกเขาทั้งหมดก็จะต้องพินาศ แต่ถ้าพวกเขายับยั้งการกระทำนั้นได้ พวกเขาก็จะรอดกันทุกคน”
บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้ทำการเปรียบเทียบผู้ที่อยู่ในขอบเขตของอัลลอฮ์ ที่ยึดมั่นในพระบัญชาของพระองค์ ใช้ในสิ่งที่ถูกต้อง ห้ามปรามในสิ่งที่ผิด และเปรียบเทียบผู้ที่ไม่ได้อยู่ในขอบเขตของอัลลอฮ์ ผู้ที่ละทิ้งสิ่งที่ถูกต้อง กระทำสิ่งที่ผิด และผลกระทบของสิ่งเหล่านั้นต่อความอยู่รอดของสังคม เปรียบเสมือนกับกลุ่มชนที่ขึ้นเรือ และพวกเขาก็หยิบสลากกันว่าใครจะนั่งบนเรือ ใครจะนั่งด้านล่าง ดังนั้นก็ทำให้บางคนได้อยู่ด้านบนและบางคนได้อยู่ด้านล่าง และถ้าคนที่อยู่ด้านล่างอยากตักน้ำพวกเขาต้องเดินผ่านข้ามผู้ที่อยู่เหนือพวกเขา แล้วพวกที่อยู่ด้านล่างก็กล่าวว่า ถ้าเราเจาะรูด้านล่างเพื่อเอาน้ำขึ้นมา เราจะได้ไม่ต้องไปรบกวนคนที่อยู่ด้านบน แล้วหากพวกที่อยู่ด้านบนปล่อยให้พวกเขาทำเช่นนั้น เรือก็จมลงพร้อมกับพวกเขาทั้งหมด และหากพวกเขาทำการห้ามปรามชนกลุ่มนั้นยับยั้งการกระทำนั้น ทั้งสองกลุ่มก็จะรอดอย่างแน่นอน
จากอบีบักร์ อัศศิดดีก เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ซึ่งท่านกล่าวว่า: โอ้ มนุษย์ทั้งหลาย แท้จริงพวกเจ้า ต่างก็อ่านโองการนี้กันทุกคน {يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُوا عَلَيْكُمْ أَنْفُسَكُمْ لاَ يَضُرُّكُمْ مَنْ ضَلَّ إِذَا اهْتَدَيْتُمْ} ความว่า "โอ้ ผู้ศรัทธาทั้งหลาย จำเป็นสำหรับพวกเจ้าในการปกป้องตัวของพวกเจ้า ผู้ที่หลงทางจะไม่ทำอันตรายแก่พวกเจ้า หากพวกเจ้าได้รับการชี้นำ" และแท้จริง ฉันได้ยินท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: "แท้จริงหากผู้คนเห็นผู้กดขี่อธรรมและพวกเขาไม่ดำเนินการใดๆ ที่เป็นการห้ามปรามเขา อัลลอฮ์จะทรงลงโทษพวกเขาอย่างทั่วถึงทุกคน"
บันทึกโดย อบูดาวูด อัตติรมิซีย์ อันนะซาอีย์ในหนังสืออัลกุบรอ อิบนุมาญะฮ์ และอะห์มัดอบูบักร์ อัศศิดดีก เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ เล่าว่า : แท้จริง ผู้คนต่างก็อ่านโองการนี้กัน: {يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُوا عَلَيْكُمْ أَنْفُسَكُمْ لاَ يَضُرُّكُمْ مَنْ ضَلَّ إِذَا اهْتَدَيْتُمْ} ความว่า "โอ้ ผู้ศรัทธาทั้งหลาย จำเป็นสำหรับพวกเจ้าในการปกป้องตัวของพวกเจ้า ผู้ที่หลงทางจะไม่ทำอันตรายแก่พวกเจ้า หากพวกเจ้าได้รับการชี้นำ" [ซูเราะฮ์ อัลมาอิดะฮ์: 105] จากโองการนี้ทำให้พวกเขาเข้าใจว่าบุคคลมีหน้าที่ปรับปรุงตัวเองเท่านั้น และหลังจากนั้นแล้ว เขาจะไม่ได้รับผลกระทบใดๆ จากการหลงทางของผู้ที่หลงทาง และพวกเขาก็ไม่จำเป็นต้องเรียกร้องให้ทำความดีและห้ามปรามความชั่ว! ดังนั้น ท่านได้บอกพวกเขาว่า มันไม่ใช่อย่างนั้น และท่านได้ยินท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: แท้จริงแล้ว หากมนุษย์เห็นผู้กดขี่อธรรมและพวกเขาไม่ปรามเขาจากการอธรรมของเขา และพวกเขามีความสามารถที่จะปรามได้ อัลลอฮ์ก็จะทรงให้การลงโทษจากพระองค์นั้นเกิดขึ้นกับทุกคนอย่างทั่วถึง ทั้งผู้กระทำความชั่วและผู้ที่นิ่งเฉยต่อการกระทำนั้น
จากอบูฮุร็อยเราะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า: ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: "ทุกข้อต่อของกระดูกจากผู้คนทั้งหลายนั้นจำเป็นต้องทำการเศาะดะเกาะฮ์ทุกวันที่ดวงอาทิตย์ขึ้น การสร้างความเป็นธรรมระหว่างคนสองคนเป็นการเศาะดะเกาะฮ์ การช่วยเหลือผู้อื่นให้ขึ้นพาหนะของเขา หรือช่วยยกสิ่งของขึ้นบนพาหนะของเขาเป็นการเศาะดะเกาะฮ์ คำพูดที่ดีเป็นการเศาะดะเกาะฮ์ ทุกก้าวที่เดินไปสู่การละหมาดเป็นการเศาะดะเกาะฮ์ และการขจัดอันตรายออกจากทางเดินเป็นการเศาะดะเกาะฮ์"
บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ และมุสลิมท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม อธิบายว่า มุสลิมทุกคนมีหน้าที่ต้องทำการเศาะดะเกาะฮ์ทุกวันตามจำนวนข้อต่อของกระดูกของเขาเป็นการเศาะดะเกาะฮ์แบบสมัครใจเพื่ออัลลอฮ์ ตะอาลา เพื่อเป็นการขอบคุณพระองค์ที่พระองค์ได้มอบความสุขสบายให้ และพระองค์ทรงทำให้ข้อต่อกระดูกของเขาสามารถใช้ในการหดตัวและยืดออกได้ และแท้จริงแล้ว การเศาะดะเกาะฮ์นั้นเกี่ยวกับการทำความดีทั้งหมดและไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเศาะดะเกาะฮ์เงินทองเท่านั้น เช่น: ความเป็นธรรมของเจ้าและการสร้างความปรองดองระหว่างคนสองคนถือเป็นการเศาะดะเกาะฮ์ การที่คุณให้การช่วยเหลือคนที่ไม่สามารถจัดการสัตว์ของเขา ดังนั้นคุณช่วยยกเขาขึ้นบนสัตว์ หรือช่วยยกของให้เขาถือเป็นการเศาะดะเกาะฮ์ คำพูดที่ดีไม่ว่าจะเป็นการรำลึกถึงอัลลอฮ์ การขอดุอาอ์ การให้สลาม และอื่นๆ ทั้งหมดนั้น ถือเป็นการเศาะดะเกาะฮ์ ทุกย่างก้าวที่ก้าวเดินไปยังมัสยิด ถือเป็นการเศาะดะเกาะฮ์ การขจัดสิ่งอันตรายบนทางเดิน ถือเป็นการเศาะดะเกาะฮ์
จากวาอิล อัล-ฮัดรอมีย์ กล่าวว่า: สลามะฮ์ บิน ยะซีด อัล-ญุอ์ฟี เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ถามท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และเขากล่าวว่า: โอ้นบีของอัลลอฮ์ ท่านเคยคิดบ้างไหมว่า หากบรรดาเจ้านายลุกขึ้นต่อต้านเรา เรียกร้องสิทธิของพวกเขาและปฏิเสธสิทธิของเรา ท่านจะสั่งให้เราทำอะไร? ท่านได้หันหน้าไปทางอื่น จากนั้นก็ได้ถามอีกครั้ง ท่านก็ยังหันหน้าไปทางอื่น และเมื่อถามเป็นครั้งที่สองหรือครั้งที่สาม อัล-อัชอัษ อิบนุ ก็อยส์ได้ดึงเขาไว้และกล่าวว่า: “พวกเจ้าจงเชื่อฟังและทำตามเถิด แท้จริงบนพวกเขา คือสิ่งที่พวกเขาได้รับภาระไว้ และบนพวกเจ้า คือสิ่งที่พวกเจ้าได้รับภาระไว้”
บันทึกโดย มุสลิมท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ถูกถามเกี่ยวกับเจ้านายที่เรียกร้องสิทธิของพวกเขาจากประชาชน เช่น การเชื่อฟังและการทำตาม และปฏิเสธสิทธิที่เป็นของพวกเขา จากการให้ความยุติธรรม การให้ทรัพย์ที่ได้มา การให้ความเป็นธรรมและความเท่าเทียม ดังนั้นท่านจะสั่งให้เราทำอะไรต่อพวกเขา? ดังนั้นท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม หันเหไปจากเขา ราวกับว่าเขาเกลียดปัญหาเหล่านี้ แต่ผู้ถามกลับมาหาเขาเป็นครั้งที่สองและสาม ดังนั้นอัล-อัชอัษ อิบนุ ก็อยส์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ บอกผู้ถามให้เงียบ และท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ก็กล่าวว่า: เชื่อฟังสิ่งที่พวกเขาพูดและทำตามสิ่งที่พวกเขาสั่ง พวกเขาต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่พวกเขารับผิดชอบและสิ่งที่พวกเขาได้รับมอบหมาย จากความยุติธรรม และการให้สิทธิต่อผู้ที่ดูแล และพวกเจ้าต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่เจ้าได้รับมอบหมาย ว่าต้องเชื่อฟัง ปฏิบัติตามสิทธิ และอดทนต่อหน้าที่และบททดสอบ
จากอบูฮุร็อยเราะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ เล่าว่า ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “แท้จริงศาสนาอิสลามนั้นง่ายและไม่มีใครทำให้กิจการของศาสนานั้นเป็นเรื่องยาก เว้นแต่จะต้องยอมจำนนไม่เอาในที่สุด แต่พวกเจ้าจงปฏิบัติให้ถูกต้องและให้ใกล้เคียง กับความสมบูรณ์มากที่สุด จงรับข่าวดีของผลบุญที่มากมาย และจงฉวยโอกาสในช่วงเช้า ช่วงเย็นและส่วนหนึ่งของเวลากลางคืน”
บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้ชี้แจงอย่างชัดเจนว่าศาสนาอิสลามนั้นตั้งอยู่บนความง่ายดายและความสะดวกสบายในทุกด้าน และการผ่อนปรนนั้นจะยิ่งถูกเน้นย้ำเมื่อมีเหตุของความอ่อนแอหรือความจำเป็น เพราะการยึดถืออย่างเข้มงวดในภารกิจทางศาสนาและการละทิ้งความเมตตา จะนำไปสู่ความเหนื่อยล้าและการหยุดปฏิบัติ ไม่ว่าจะทั้งหมดหรือบางส่วนก็ตาม จากนั้นท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้สนับสนุนให้ยึดมั่นในทางสายกลางโดยไม่เกินเลยเกินควร เพื่อไม่ให้บ่าวละเลยสิ่งที่ถูกสั่งใช้ และไม่แบกรับสิ่งที่เกินความสามารถของตน หากไม่สามารถปฏิบัติได้อย่างสมบูรณ์ ก็ให้ปฏิบัติตามสิ่งที่ใกล้เคียงที่สุด ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้ให้ข่าวดีเกี่ยวกับรางวัลอันยิ่งใหญ่สำหรับการทำงานอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะน้อย สำหรับผู้ที่ไม่สามารถปฏิบัติได้อย่างสมบูรณ์ เพราะหากความอ่อนแอเกิดจากสาเหตุที่ไม่ใช่ความผิดของเขา จะไม่ทำให้รางวัลของเขาลดน้อยลง เนื่องจากโลกนี้แท้จริงแล้วเป็นที่พักชั่วคราวและการเดินทางสู่ชีวิตหลังความตาย ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จึงได้สั่งให้ขอความช่วยเหลือในการปฏิบัติการเคารพสักการะโดยการทำในช่วงเวลาสามช่วงที่กระชับกระเฉง เวลาที่หนึ่ง: อัลฆ็อดวะฮ์: คือ ตอนเริ่มต้นของวัน; ระหว่างละหมาดยามรุ่งสางและพระอาทิตย์ขึ้น เวลาที่สอง อัล-ราวฮะห์ : คือ หลังเที่ยงเล็กน้อย เวลาที่สาม อัล-ดุลญะห์: ตลอดทั้งคืนหรือบางส่วน และเนื่องจากการทำงานในตอนกลางคืนนั้นยากลำบากกว่าตอนกลางวัน ท่านนบีจึงสั่งให้ปฏิบัติบางส่วนของมัน โดยกล่าวว่า: และบางส่วนของการทำงานในตอนกลางคืน