





























Hadeeth Cards
Da'wa cards that highlight great meanings from the noble prophetic hadiths in a simple style and attractive display that helps the Muslim to have a deeper understanding of his religion in an easy way
All
จากอบูฮุร็อยเราะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า: ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า : “แท้จริงการละหมาดที่เป็นภาระหนักที่สุดสำหรับผู้กลับกลอกคือการละหมาดอิชาอ์และละหมาดฟัจร์ และหากพวกเขารู้ถึงคุณค่าที่มีอยู่ในละหมาดทั้งสองเวลานั้น แน่นอนพวกเขาจะมาทำการละหมาดเวลาทั้งสองนั้น แม้ว่าจะต้องคลานมาก็ตาม และบางครั้งฉันก็คิดที่จะสั่งให้มีการละหมาด แล้วฉันก็จะแต่งตั้งชายคนหนึ่งให้นำผู้คนในการละหมาด แล้วฉันจะไปพร้อมกับกลุ่มชายกลุ่มหนึ่งซึ่งมีไม้ฟืนพร้อมกับพวกเขา ไปหาคนที่ไม่ได้เข้าร่วมการละหมาด แล้วเผาบ้านของพวกเขาด้วยไฟ"
บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ และมุสลิมท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้บอกเกี่ยวกับพวกมุนาฟิกและความเกียจคร้านของพวกเขาในการเข้าร่วมละหมาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาละหมาดอิชาอ์และละหมาดฟัจร์ และหากพวกเขารู้ถึงความยิ่งใหญ่ของรางวัลการตอบแทนสำหรับการเข้าร่วมละหมาดกับสองเวลานี้พร้อมกับบรรดามุสลิมีน พวกเขาจะมาร่วมละหมาดทั้งสองอย่างแน่นอน แม้ว่าพวกเขาจะต้องคลานเหมือนเด็กที่คลานด้วยมือและเข่ามาก็ตาม และท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้ตั้งใจจะสั่งให้จัดละหมาด และให้ชายคนหนึ่งนำละหมาดแทน แล้วท่านจะไปพร้อมกับคนที่ถือไม้ฟืนไปยังผู้ที่ไม่ได้ร่วมละหมาดญะมาอะฮ์ และทำการเผาบ้านของพวกเขาด้วยไฟ เนื่องจากความร้ายแรงของบาปที่พวกเขาทำ - แต่ท่านไม่ได้ทำ - เพราะมีผู้หญิงและเด็กที่บริสุทธิ์อยู่ในบ้านและคนอื่นๆ ที่ได้รับการผ่อนปรนให้ ซึ่งพวกเขาไม่มีความผิดอะไร.
จากอับดุลลอฮ์ บิน มัสอูด เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า: ฉันได้ยิน ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “แท้จริง ในหมู่คนที่เลวร้ายที่สุดคือผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ในขณะที่วันอวสานโลกเกิดขึ้น และบรรดาผู้ที่ใช้สุสานเป็นมัสยิด”
บันทึกโดย อะห์มัดท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เล่าถึงกลุ่มคนที่เลวร้ายที่สุด และพวกเขาคือกลุ่มที่วันอวสานโลกได้เกิดกับพวกเขาในขณะที่พวกเขายังมีชีวิตอยู่ และกลุ่มที่ใช้สุสานเป็นมัสยิด โดยพวกเขาละหมาดในนั้นและหันหน้าไปทางสุสานนั้น.
จากมะห์มูด บิน ละบีด เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ เล่าว่า :ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า : "แท้จริง สิ่งที่ฉันกลัวที่สุดที่จะเกิดขึ้นกับพวกเจ้า คือ ภาคีเล็ก พวกเขาถามว่า "อะไรคือภาคีเล็กหรือโอ้ท่านเราะซูลุลลอฮ์? ท่านตอบว่า: การโอ้อวด อัลลอฮ์ ตะอาลา จะทรงตรัสแก่พวกเขาในวันกิยามะฮ์ หลังจากที่ผู้คนได้รับการตอบแทนตามการปฏิบัติของพวกเขาแล้ว ว่า" พวกเจ้าจงไปหาบรรดาผู้ที่พวกเจ้าได้โอ้อวดให้พวกเขาในโลกดุนยาเถิด แล้วจงดูว่า พวกเจ้าได้เห็นรางวัลที่เป็นการตอบแทนจากพวกเขาไหม?
บันทึกโดย อะห์มัดท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยอิวะสัลลัม ได้เล่าว่า แท้จริง สิ่งที่ท่านกลัวที่สุดสำหรับประชาชาติของท่าน : ภาคีเล็ก คือการโอ้อวด โดยการทำความดีเพื่อมนุษย์ จากนั่นท่านได้เล่าถึงบทลงโทษสำหรับผู้ที่โอ้อวดว่าในวันกิยามะฮ์จะมีการกล่าวแก่พวกเขาว่า "พวกเจ้าจงไปหาบรรดาผู้ที่พวกเจ้าได้ปฏิบัติเพื่อพวกเขา แล้วจงดูว่า พวกเขามีสิ่งที่จะตอบแทนพวกเจ้าและมอบรางวัลตามที่พวกเจ้าได้ปฎิบัติเพื่อพวกเขาไหม?!
จากท่านอิบนุอับบาส เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา ได้กล่าวว่า : ท่านเราะสูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวแก่มุอาซ บิน ญะบัล เราะฎิยัลลอฮูอันฮุ ช่วงที่ท่านจะส่งเขาไปยังเยเมนว่า : "แท้จริงเจ้านั้น จะต้องไปหากลุ่มชนกลุ่มหนึ่งซึ่งเป็นชาวคัมภีร์ เมื่อไปถึงพวกเขา จงเรียกร้องเชิญชวนพวกเขา ให้ยอมรับในการกล่าวคำปฏิญาณว่า "ไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่ถูกเคารพโดยแท้จริงนอกจากอัลลอฮ์ และแท้จริงมุฮัมมัดเป็นเราะสูลของอัลลอฮ์ " หากพวกเขาตอบรับเจ้า จงบอกพวกเขาว่าแท้จริงอัลลอฮ์ได้กำหนดให้ละหมาดวันและคืนหนึ่งห้าเวลา หากพวกเขาปฏิบัติตาม ก็จงบอกพวกเขาว่า อัลลอฮ์ได้กำหนดให้จ่ายซะกาต โดยเอาจากคนรวยและมอบให้แก่บรรดาผู้ที่ยากจนในหมู่พวกเขา และหากพวกเขาเชื่อฟังในเรื่องซะกาตแล้ว ดังนั้นเจ้าจงระวังในทรัพย์สมบัติที่มีค่าของพวกเขา และจงระวังการขอดุอาอ์ของผู้ถูกอธรรมเถิด เพราะระหว่างมันกับอัลลอฮ์จะไม่มีสิ่งใดขวางกั้นได้ ".
บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ และมุสลิมเมื่อท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้ส่งมุอาซ บิน ญะบัล เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ไปยังประเทศเยเมน เพื่อเรียกร้องผู้คนเข้าสู่การศรัทธาในอัลลอฮ์ และเป็นผู้สอนคำสอนของพระองค์นั้น ท่านได้ชี้แจงกับมุอาซให้ฟังว่าเขาจะต้องเจอกับชาวคริสเตียนกลุ่มหนึ่ง ดังนั้นเขาจึงต้องเตรียมตัวให้พร้อม และให้เขาเริ่มเรียกร้องพวกเขาด้วยสิ่งที่สำคัญที่สุดต่อด้วยสิ่งที่สำคัญถัดไปตามลำดับ ดังนั้นให้มุอาซเริ่มด้วยการปรับเรื่องความเชื่อก่อน ด้วยการยอมรับว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่ควรแก่การเคารพบูชา นอกจากอัลลอฮ์ และแท้จริงแล้ว มูฮัมมัดนั้นเป็นศาสนทูตของพระองค์ เพราะด้วยคำยอมรับดังกล่าวนั้น จะทำให้พวกเขาเป็นผู้ที่เข้ารับอิสลาม และหากพวกเขายอมรับแล้วก็จงใช้พวกเขาให้ดำรงการละหมาด เพราะการละหมาดนั้น ถือเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดหลังการยอมรับในพระเจ้าเอกองค์อัลลอฮ์ผู้ทรงเอกะ หากพวกเขาปฎิบัติดังกล่าวได้แล้ว ให้ใช้ผู้ร่ำรวยในหมู่พวกเขาจ่ายซะกาตให้กับคนยากไร้ และห้ามพวกเขาเอาทรัพย์สินที่ดีที่สุด แต่จะเพียงพอกับทรัพย์สินในระดับปานกลาง ประการสุดท้าย ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้ย้ำเตือนให้หลีกเลี่ยงความอธรรม (การละเมิดหรือการกดขี่) ทั้งนี้เพราะเกรงว่าผู้ที่ถูกกดขี่จะวิงวอนขอความเป็นธรรมต่อพระเจ้า ซึ่งการวิงวอนของพวกเขานั้นจะถูกตอบรับโดยทันที
จากอุมัร อิบนุลค็อฏฏ็อบ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า : ฉันได้ยิน ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า : "พวกเจ้าอย่าได้กล่าวยกย่องฉัน (จนเกินเลย) อย่างที่ชาวคริสเตียนได้ยกย่อง (อีซา) บุตรของนางมัรยัม เพราะแท้จริง ฉันคือบ่าวของอัลลอฮ์ ดังนั้น พวกท่านจงกล่าวว่า บ่าวของอัลลอฮ์และเราะซูลของพระองค์"
บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ห้ามมิให้เกิดความเกินเลย และเกินขอบเขตที่ศาสนาได้กำหนดไว้ในการยกย่องท่าน และการกล่าวถึงท่านด้วยคุณลักษณะหรือการกระทำที่เป็นเอกสิทธิ์ของอัลลอฮ์ หรือเชื่อว่าท่านรู้สิ่งเร้นลับ หรือวิงวอนต่อท่านควบคู่กับอัลลอฮ์ ดังที่ชาวคริสต์ทำกับอีซา บุตรของมัรยัม อะลัยฮิสลาม แล้วท่านก็ได้กล่าวชี้แจงว่า ท่านคือบ่าวของอัลลอฮ์คนหนึ่ง และท่านได้ใช้ให้กล่าวถึงท่านว่า บ่าวของอัลลอฮ์และเราะซูลของพระองค์
จากอบูฮุรัยเราะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้กล่าวว่า: มีคนถามท่านเราะสูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ว่า “โอ้ท่านเราะสูลุลลอฮ์ มนุษย์คนใดหรือที่จะมีความสุขมากที่สุดจากการได้รับการช่วยเหลือของท่านในวันกิยามะฮ์? ท่านจึงกล่าวว่า โอ้อบูฮุร็อยเราะฮ์เอ่ย ฉันคิดว่ายังไม่เคยมีใครถามเรื่องนี้กับฉันมาก่อน และฉันเห็นว่าเจ้าตั้งอกตั้งใจที่จะเก็บเกี่ยววจนะของฉัน มนุษย์ที่จะมีความสุขที่สุดจากการได้รับการช่วยเหลือของฉันในวันกิยามะฮ์นั้นคือ ผู้ที่กล่าวว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์ ด้วยความบริสุทธิ์ใจ”
บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้ชี้แจงว่ามนุษย์ที่จะมีความสุขที่สุดจากการได้รับการช่วยเหลือของท่านในวันแห่งการพิพากษานั้นคือ ผู้ที่กล่าวว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์ ด้วยความบริสุทธิ์ใจ คือ ไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่ควรแก่การเคารพภักดีที่แท้จริงนอกจากอัลลอฮ์ และไร้ซึ่งการมีภาคีใดๆ ต่อพระองค์
จากอุบาดะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้รายงานจากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: "ใครก็ตามที่ปฏิญาณตนว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่คู่ควรแก่การสักการะนอกจากอัลลอฮ์องค์เดียว ไม่มีภาคีใดๆ สำหรับพระองค์ และปฏิญาณตนว่ามูฮัมหมัดเป็นบ่าวและศาสนทูตของพระองค์ และอีซาเป็นบ่าวของอัลลอฮ์และศาสนทูตของพระองค์เป็นถ้อยคำของพระองค์ซึ่งได้ถ่ายทอดไปยังมัรยัมและเป็นวิญญาณจากพระองค์ ปฏิญาณว่าสวรรค์และนรกมีจริง อัลลอฮ์จะทรงให้เขาได้เข้าสวรรค์ไม่ว่าเขาจะมีความดีกี่มากน้อยก็ตาม"
บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ และมุสลิมท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เล่าให้พวกเราว่า ใครก็ตามที่กล่าวคำแห่งเตาฮีด โดยรู้ในความหมายของมัน และปฏิบัติตามมัน และปฏิญานถึงการเป็นบ่าวของนบีมุฮัมหมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และการเป็นศาสนทูตของท่าน ยอมรับถึงการเป็นบ่าวและศาสนทูตของนบีอีซา อะลัยอิสสลาม โดยศรัทธาว่า อัลลอฮ์ ทรงสร้างท่านมาด้วยคำตรัสของพระองค์ที่ว่า "จงเป็น" ดังนั้นท่านจึงเป็น และท่านคือวิญญานหนึ่งจากบรรดาวิญญาณทั้งหลายที่อัลลอฮ์ทรงสร้างมา และท่านได้ปกป้องความบริสุทธิ์ของมารดาของท่านจากสิ่งที่ชาวยิวได้ใส่ความไว้ และศรัทธาว่า สวรรค์และนรกนั้นคือความจริง โดยเชื่อมั่นว่า ทั้งสองนั้นมีอยู่จริง และทั้งสองนั้นคือรางวัลของอัลลอฮ์และการลงโทษของพระองค์ และเขาได้เสียชีวิตไปโดยศรัทธาเช่นนั้น ดังนั้น บั้นปลายของเขาคือสวรรค์ แม้ว่าการปฏิบัติความดีของเขาจะขาดตกบกพร่อง และมีบาปก็ตาม
จากญาบิร บิน อับดุลลอฮ์ เราะฏิยัลลอฮุอันฮุมา กล่าวว่า : ฉันได้ยิน ท่านเราะสูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า: "ผู้ใดที่ได้พบกับอัลลอฮ์ โดยที่เขาไม่ยึดสิ่งใดเป็นภาคีต่อพระองค์ เขาจะได้เข้าสวรรค์ และผู้ใดที่ได้พบกับอัลลอฮ์ โดยที่เขาตั้งภาคีต่ออัลลอฮ์ เขาจะตกนรก"
บันทึกโดย มุสลิมท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้ชี้แจงว่า ผู้ใดที่เสียชีวิตโดยที่เขาไม่ไม่ยึดสิ่งใดเป็นภาคีต่ออัลลอฮ์ จุดจบของเขาจะได้เข้าสวรรค์ ถึงแม้ว่าจะถูกลงโทษอันเนื่องบาปที่เขาได้กระทำไว้ และผู้ใดที่เสียชีวิตโดยที่เขาตั้งภาคีต่ออัลลอฮ์ด้วยสิ่งใดก็ตาม เขาจะตกนรกโดยพำนักอยู่ในนั้นอย่างถาวร
จากอับดุลลอฮ์ บิน มัสอูด เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ เล่าว่า: ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวไว้ซึ่งถ้อยคำหนึ่ง และฉันก็กล่าวอีกถ้อยคำหนึ่ง ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า:"ใครก็ตามที่เสียชีวิตไปโดยเขาได้ขอต่อสิ่งอื่นจากอัลลอฮ์เพื่อเป็นภาคีเขาต้องตกนรกอย่างแน่นอน" และฉันกล่าวว่า"ใครก็ตามที่เสียชีวิตไปโดยไม่ขอต่อสิ่งใดเพื่อเป็นภาคีกับอัลลอฮ์เขาจะได้เข้าสวรรค์อย่างแน่นอน"
บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ และมุสลิมท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวแก่พวกเราว่า ใครก็ตามที่มอบสิ่งที่ควรเป็นของอัลลอฮ์ให้กับสิ่งอื่นที่ไม่ใช่พระองค์ เช่น การขอดุอาอ์ต่อสิ่งอื่นจากอัลลอฮ์ตะอาลา หรือขอความช่วยเหลือจากสิ่งอื่นที่ไม่ใช่อัลลอฮ์ แล้วเสียชีวิตในสภาพนั้น แท้จริงเขาก็เป็นหนึ่งในชาวนรก. อิบนุมัสอูด เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้กล่าวเสริมว่า ใครก็ตามที่เสียชีวิตไปโดยไม่ตั้งภาคีใดๆ กับพระองค์ แท้จริง บั้นปลายของเขาคือสรวงสวรรค์.