





























Hadeeth Cards
Da'wa cards that highlight great meanings from the noble prophetic hadiths in a simple style and attractive display that helps the Muslim to have a deeper understanding of his religion in an easy way
All
จากญาบิร เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้กล่าวว่า : มีชายคนหนึ่งถามท่านเราะสูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ว่า “ท่านมีความเห็นอย่างไร หากฉันได้ทำการละหมาดตามที่ถูกบัญญัติไว้ ฉันถือศีลอดในเดือนเราะมะฎอน และสิ่งที่อนุมัติฉันก็ยึดถือ และสิ่งที่ต้องห้ามฉันก็ยึดถือ และฉันไม่เพิ่มเติมสิ่งใด ๆ นอกเหนือจากนั้น ฉันจะได้เข้าสวรรค์ไหม?” ท่านตอบว่า “ใช่” ชายคนนั้นกล่าวว่า : ขอสาบานต่ออัลลอฮ์ ฉันจะไม่เพิ่มเติมสิ่งใด ๆ ที่นอกจากนั้น
บันทึกโดย มุสลิมท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้อธิบายว่า หากผู้ใดได้ทำการละหมาดที่ได้ถูกบัญญัติไว้ห้าเวลา และไม่ทำสิ่งใดเพิ่มเติมที่เป็นการละหมาดสุนนะฮ์ และถือศีลอดในเดือนเราะมะฎอนและไม่ทำสิ่งที่เป็นการถือศีลอดสุนนะฮ์ และยึดมั่นถึงการอนุมัติในสิ่งที่ศาสนาอนุมัติและได้ปฏิบัติตาม และยึดมั่นถึงการต้องห้ามในสิ่งที่ศาสนาได้กำหนดเป็นสิ่งต้องห้ามและหลีกห่างจากสิ่งนั้น โดยเขาผู้นั้นจะได้เข้าสวรรค์
จากอบูมาลิก อัล-อัชอะรีย์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้กล่าวว่า : ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า : "ความสะอาดเป็นครึ่งหนึ่งของการศรัทธา และการกล่าว "อัลหัมดุลิลลาฮ์" ผลบุญของมันจะเต็มตาชั่งในวันกิยามะฮ์ การกล่าวว่า "สุบหานัลลอฮ์และ อัลหัมดุลิลลาฮ์" ผลบุญของทั้งสองประโยคหรือผลบุญของแต่ละประโยคนั้นจะเต็มระหว่างบรรดาฟากฟ้าและแผ่นดิน การละหมาดนั้นคือรัศมี การจ่ายซะกาตคือหลักฐานยืนยันของการศรัทธา การอดทนคือแสงสว่าง และอัลกุรอานคือหลักฐานยืนยันที่ดีเลิศสำหรับเจ้า หรือ หลักฐานยืนยันที่ร้ายกาจต่อตัวเจ้า มนุษย์ทุกคนย่อมขวนขวายเพื่อตัวเอง ดังนั้นผู้ใดที่มอบหมายชีวิตต่ออัลลอฮ์ เขาก็จะได้รับการปลดปล่อยจากไฟนรกและผู้ใดที่มอบหมายชีวิตต่อชัยฏอนและตัณหาของเขา ดังนั้นเขาคือผู้ทำลายตัวเองให้พินาศ"
บันทึกโดย มุสลิมท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้อธิบายว่า การทำความสะอาดภายนอกนั้น ทำได้ด้วยการอาบน้ำละหมาดและการอาบน้ำ ซึ่งถือเป็นเงื่อนไขสำคัญต่อการละหมาด และการกล่าว "อัลหัมดุลิลลาฮ์ทำให้ตาชั่งเต็ม" คือการสรรเสริญต่ออัลลอฮ์ สุบฮานะฮุวะตาอาลา และเป็นการยืนยันถึงคุณลักษณะที่สมบูรณ์ของพระองค์ จะถูกวางบนตาชั่งในวันกิยามะฮ์ ดังนั้นมันจะทำให้ตาชั่งนั้นเต็ม และการกล่าว "สุบหานัลลอฮ์และอัลหัมดุลิลลาฮ์" คือการยืนยันถึงความบริสุทธิ์ของพระองค์จากทุกสิ่งที่บกพร่อง และยืนยันถึงคุณลักษณะที่สมบูรณ์ที่ควรกับความยิ่งใหญ่พร้อมกับความรักและเทิดทูนที่มีต่อพระองค์ ซึ่งผลของมันนั้นจะทำให้ระหว่างท้องฟ้าและแผ่นดินนั้นเต็ม และการ "ละหมาดนั้นคือรัศมี" สำหรับบ่าวของพระองค์ ทั้งในจิตใจของเขา ใบหน้าของเขา ในหลุมฝังศพของเขา และในวันฟื้นคืนชีพของเขา และการ "การจ่ายซะกาตคือหลักฐานยืนยัน" และเป็นหลักฐานที่แสดงถึงความสัตย์จริงของผู้ศรัทธา และแสดงถึงความแตกต่างระหว่างผู้ศรัทธากับผู้กลับกลอกที่ปฏิเสธต่อการจ่ายมันเพราะเขาไม่ศรัทธาต่อสัญญาอันชั่วร้ายที่จะเกิดขึ้นกับผู้ที่ไม่จ่ายมัน และการ "อดทนน้้นคือแสงสว่าง" -คือการควบคุมตัวเองจากการตื่นตระหนกและไม่พอใจ- เป็นรัศมีที่เกิดขึ้นจากความร้อนและการเผาผลาญ เสมือนแสงสว่างของดวงอาทิตย์ เพราะมันเป็นเรื่องที่หนัก ต้องอาศัยการต่อสู่กับตัวเอง และควบคุมตัณหา ด้วยความอดทนทำให้เขาได้รับแสงสว่าง ได้รับทางนำอย่างสม่ำเสมอ เขาจะอดทนกับการเชื่อฟังในคำสอนของอัลลอฮ์ อดทนในการละทิ้งสิ่งที่เป็นการเนรคุณต่อพระองค์ และอดทนกับความทุกข์ยากและความไม่พึงประสงค์ทุกชนิดในการใช้ชีวิตบนโลกนี้ และ "อัลกุรอานคือหลักฐานยืนยันที่ดีเลิศสำหรับเจ้า" ด้วยการอ่านและปฏิบัติตามมัน หรือ "หลักฐานยืนยันที่ร้ายกาจต่อตัวเจ้า" ด้วยการไม่สนใจมัน ไม่ปฏิบัติตาม หรือไม่อ่านมัน จากนั้นท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยอิวะสัลลัม ได้กล่าวถึงสภาพของมนุษย์ว่า มนุษย์นั้นดิ้นรนแสวงหาโดยการลุกขึ้นจากที่นอนของพวกเขา ออกจากบ้านเพื่อการงานของพวกเขาที่แตกต่างกัน ดังนั้น บางคนในหมู่พวกเขาเป็นคนที่ยืนหยัดต่อการเชื่อฟังในอัลลอฮ์ ดังนั้นเขาได้ปลดปล่อยตนเองออกจากไฟนรก และในหมู่พวกเขานั้นมีผู้หลงผิด และหมกมุ่นอยู่กับการฝ่าฝืนต่ออัลลอฮ์ ดังนั้นมันจึงเป็นเหตุแห่งการทำร้ายตนเองด้วยการเข้าไปในไฟนรก
จากมุอาซ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้กล่าวว่า : ฉันได้ขี่ลาซ้อนหลังท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ซึ่งมีชื่อเรียกว่า อุฟายร์ ท่านได้กล่าวกับฉันว่า "โอ้มุอาซ ท่านทราบหรือไม่ว่าอะไรคือสิทธิที่อัลลอฮ์ต้องได้รับจากบ่าวของพระองค์ และอะไรคือสิทธิที่บ่าวจะได้รับจากอัลลอฮ์ " ฉันกล่าวว่า "อัลลอฮ์และเราะซูลของพระองค์ทรงรู้ดีที่สุด" ท่านจึงกล่าวว่า "แท้จริงสิทธิที่อัลลอฮ์ต้องได้รับจากบ่าว คือการเคารพสักการะต่อพระองค์เพียงผู้เดียว และไม่นำสิ่งใดมาเป็นภาคีกับพระองค์ และสิทธิที่บ่าวจะได้รับจากอัลลอฮ์ก็คือการที่พระองค์ไม่ลงโทษผู้ที่ไม่ตั้งภาคีต่อพระองค์ด้วยสิ่งใดๆ " แล้วฉันได้กล่าวว่า "โอ้ท่านเราะซูลุลลอฮ์ จะให้ฉันนำเรื่องนี้บอกเล่าแก่ผู้คนไหม เพื่อเขาจะได้ดีใจกับมัน? "ท่านตอบว่า “ท่านอย่าได้บอกพวกเขา เพราะอาจทำให้พวกเขาพึ่งพาสิ่งนั้นเท่านั้น".
บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ และมุสลิมท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้อธิบายถึงสิทธิที่อัลลอฮ์ต้องได้รับจากบ่าวของพระองค์และสิทธิที่บ่าวจะได้รับจากอัลลอฮ์ สิทธิที่อัลลอฮ์ต้องได้รับจากบ่าว คือการเคารพสักการะต่อพระองค์เพียงผู้เดียว และไม่นำสิ่งใดมาเป็นภาคีกับพระองค์ และสิทธิที่บ่าวจะได้รับจากอัลลอฮ์ คือการที่พระองค์ไม่ลงโทษผู้ที่ศรัทธาในเอกภาพของพระองค์ซึ่งพวกเขาไม่ตั้งภาคีต่อพระองค์ด้วยสิ่งใด ๆ จากนั้นท่านมุอาซได้ถามท่านว่า " โอ้ เราะซูลุลลอฮ์ จะให้ฉันนำเรื่องนี้บอกเล่าแก่ผู้คนไหม เพื่อพวกเขาจะได้ดีใจ มีความสุขกับความประเสริฐนี้? แต่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้ห้ามไม่ให้บอก เพราะกลัวพวกเขาจะยึดกับสิ่งนั้นเท่านั้น
จากญาบิร เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้กล่าวว่า : มีชายคนหนึ่งมาหาท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม แล้วกล่าวว่า "โอ้ ท่านเราะซูลุลลอฮ์ อะไรคือความแน่นอนของสองประการ? ท่านตอบว่า "ผู้ใดเสียชีวิตโดยที่เขาไม่ได้ตั้งภาคีใดๆ ต่ออัลลอฮ์ เขาจะได้เข้าสวรรค์อย่างแน่นอน และผู้ใดเสียชีวิตโดยที่เขาได้ตั้งภาคีต่ออัลลอฮ์ เขาจะได้เข้านรกอย่างแน่นอน"
บันทึกโดย มุสลิมชายคนหนึ่งได้ถามท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เกี่ยวกับการกระทำสองประการที่เป็นเหตุทำให้เข้าสวรรค์ และที่เป็นเหตุทำให้เข้านรก? ดังนั้นท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ตอบว่า "การกระทำที่ทำให้เข้าสวรรค์อย่างแน่นอนนั้นคือการที่คนหนึ่งคนใดได้เสียชีวิตในสภาพที่เขาได้ทำการเคารพสักการะต่ออัลลอฮ์เพียงผู้เดียว และไม่ตั้งสิ่งใดๆ เป็นภาคีกับอัลลอฮ์ และการกระทำที่ทำให้เข้านรกอย่างแน่นอนนั้น คือการที่คนหนึ่งคนใดเสียชีวิตในสภาพที่เขาตั้งภาคีต่ออัลลอฮ์ ได้กำหนดบางสิ่งมาเคียงคู่กับอัลลอฮ์ ได้กำหนดบางสิ่งมาเทียบเคียงกับอัลลอฮ์ ทั้งในด้านความเป็นพระเจ้าที่ควรแก่การเคารพสักการะ ด้านการเป็นผู้ทรงอภิบาล ด้านพระนามและคุณลักษณะของพระองค์
จากซุฟยาน บิน อับดุลลอฮ์ อัษษะกอฟีย์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า: ฉันได้กล่าวว่า: “โอ้ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ได้โปรดบอกถ้อยคำหนึ่งให้แก่ฉันที่เกี่ยวกับอิสลามที่เป็นถ้อยคำที่ฉันไม่ต้องถามผู้อื่นนอกจากท่านด้วยเถิด” ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จึงกล่าวว่า: “ท่านจงกล่าวเถิดว่า ฉันได้ศรัทธาต่ออัลลอฮ์แล้ว หลังจากนั้นก็จงยืนหยัดอยู่บนความถูกต้องอย่างสม่ำเสมอ"
บันทึกโดย มุสลิม และอะห์มัดซุฟยาน บิน อับดุลลอฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้ขอให้ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม สอนถ้อยคำที่ครอบคลุมความหมายของศาสนาอิสลามเพื่อที่เขาจะยึดมั่นกับถ้อยคำนั้นและไม่ถามใครอื่นอีก เกี่ยวกับสิ่งนั้น? ดังนั้น ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จึงกล่าวว่า : เจ้าจงกล่าวเถิด “ฉันได้ยึดมั่นในความเป็นเอกะของอัลลอฮ์ และฉันศรัทธาว่าพระองค์คือพระผู้อภิบาลของฉัน คือพระเจ้าของฉัน ผู้สร้างฉัน และพระองค์คือพระเจ้าของฉันที่ควรแก่การเคารพสักการะอย่างแท้จริงของฉัน ผู้ไม่มีภาคีใดๆ สำหรับพระองค์ จากนั้นก็ให้เชื่อฟังอัลลอฮ์โดยปฏิบัติตามคำสั่งใช้ของอัลลอฮ์ที่เป็นฟัรฎูต่างๆ และละทิ้งข้อห้ามต่างๆ และยืนหยัดตามนั้นตลอดไป
จากท่านอับดุลลอฮ์ บิน อัมร์ บิน อัลอาศ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา ได้กล่าวว่า : ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า : “แท้จริง อัลลอฮ์จะทรงเรียกชายคนหนึ่งจากประชาชาติของฉันออกมาต่อหน้าผู้คนมากมายในวันกิยามะฮ์ จากนั้นก็เปิดบันทึกของเขาเก้าสิบเก้าเล่ม แต่ละเล่มนั้นจะมีความยาวไกลสุดสายตา แล้วพระองค์ตรัสว่า “เจ้าจะปฏิเสธสิ่งนี้หรือไม่? ผู้บันทึกของข้าได้อธรรมต่อเจ้าหรือไม่” เขาจะกล่าวว่า “ไม่เลย ข้าแต่พระผู้อภิบาลของฉัน” ดังนั้นพระองค์ตรัสว่า: “เจ้ามีข้อแก้ตัวไหม?” เขาจะตอบว่า “ไม่มี ข้าแต่พระผู้อภิบาลของฉัน” ดังนั้นพระองค์จึงตรัสว่า “ เปล่าเลย แท้จริงแล้ว เจ้ามีความดีอย่างหนึ่งอยู่ที่เรา แท้จริงจะไม่มีความอธรรมใดๆ เกิดขึ้นกับเจ้า” จากนั้นพระองค์ก็ได้นำการ์ดใบหนึ่งออกมาซึ่งในนั้นได้บันทึกว่า: “أشهد أن لا إله إلا الله وأشهد أن محمداعبده ورسوله ความว่า “ฉันขอปฏิญาณตนว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่ควรแก่การเคารพสักการะนอกจากอัลลอฮ์เท่านั้น และฉันขอปฏิญาณตนว่ามูฮัมมัดเป็นบ่าวและเป็นศาสนทูตของพระองค์” พระองค์ตรัสว่า “จงนำตาชั่งของเจ้ามา” เขากล่าวว่า: “โอ้ พระผู้อภิบาลของฉัน การ์ดใบนี้กับบรรดาบันทึกเหล่านี้จะมีประโยชน์อะไร? พระองค์ทรงตรัสว่า “แท้จริงเจ้าจะไม่ถูกอธรรม ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า “จากนั้น บันทึกเหล่านั้นก็ถูกวางบนถาด (ของตาชั่งข้างหนึ่ง) และการ์ดนั้นก็ถูกวางบนถาด (อีกข้างหนึ่ง) ดังนั้นบรรดาบันทึกจะมีน้ำหนักเบาและการ์ดใบนั้นจะหนัก เพราะไม่มีสิ่งใดจะมีน้ำหนักเมื่อเทียบกับพระนามของอัลลอฮ์”
บันทึกโดย อัต-ตัรมีซีย์ เเละอิบนุมาญะฮ์ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เล่าว่า แท้จริงอัลลอฮ์ได้ทรงเลือกชายคนหนึ่งจากประชาชาติของท่านต่อหน้าผู้คนมากมายในวันกิยามะฮ์ ซึ่งพระองค์ทรงเรียกเขาเพื่อทำการสอบสวน ดังนั้นจึงได้เปิดบันทึกของเขาเก้าสิบเก้าเล่ม มันคือบันทึกการกระทำต่างๆ ที่เป็นความชั่วที่เขาได้กระทำตอนอยู่ในโลก และแต่ละเล่มของบันทึกนั้นมีความยาวไกลสุดสายตา จากนั้นอัลลอฮ์ทรงตรัสแก่ชายคนนั้นว่า :เจ้าจะปฏิเสธสิ่งที่มีในบันทึกนี้บ้างหรือไม่? บรรดามลาอิกะฮ์ของข้าที่ทำการบันทึกได้อธรรมต่อเจ้าใช่ไหม? ดังนั้นชายคนนั้นตอบว่า "ไม่เลย ข้าแต่พระผู้อภิบาลของฉัน" จากนั้นอัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า "เจ้ามีอะไรจะแก้ตัวหรือไม่ กับการกระทำต่างๆ ที่เจ้าได้กระทำไปตอนอยู่บนโลกดุนยา? ที่มันอาจเกิดขึ้นจากการลืม ความไม่ตั้งใจหรือความไม่รู้ ชายคนนั้นตอบว่า "ข้าแต่พระผู้อภิบาลของฉัน ฉันไม่มีข้อแก้ตัวใดๆ อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า : เปล่าเลย แท้จริงแล้ว เจ้ามีความดีอยู่อย่างหนึ่งอยู่ที่ข้า และแท้จริง จะไม่มีความอธรรมใดๆ ในวันนี้ ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า "จากนั้นก็ได้นำการ์ดฉบับหนึ่งซึ่งมีบันทึกอยู่ในนั้นว่า " أشهد أن لا إله إلا الله وأشهد أن محمدا عبده ورسوله ความว่า “ฉันขอปฏิญาณตนว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่ควรแก่การเคารพสักการะนอกจากอัลลอฮ์เท่านั้น และฉันขอปฏิญาณตนว่ามูฮัมมัดเป็นบ่าวและเป็นศาสนทูตของพระองค์” จากนั้นอัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสแก่ชายคนนั้นว่า "จงนำตาชั่งของเจ้ามา" ชายคนนั้นกล่าวด้วยความแปลกใจว่า "ข้าแต่พระผู้อภิบาลของฉัน การด์ฉบับนี้ใบเดียวจะมีประโยชน์อะไรเมื่อเทียบกับบันทึกทั้งหมดนี้?! อัลลอฮ์ ตะอาลา จึงตรัสว่า "จะไม่มีอธรรมใดๆ เกิดขึ้นกับเจ้า" ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า "จากนั้น บันทึกเหล่านั้นก็ถูกวางบนถาด (ของตาชั่งข้างหนึ่ง) และการ์ดนั้นก็ถูกวางบนถาด (อีกข้างหนึ่ง), แต่ถาดที่มีบรรดาบันทึกจะมีน้ำหนักเบาและถาดที่มีการ์ดใบนั้นจะมีน้ำหนัก ดังนั้น อัลลอฮ์จึงทำการอภัยโทษให้แก่เขา
จากอบูฮุรัยเราะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้กล่าวว่า ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า : "หลังจากอัลลอฮ์สร้างสวรรค์และนรก พระองค์ได้ส่งมลาอิกะฮ์ญิบรีล อะลัยฮิสสลาม ไปยังสวรรค์ โดยกล่าวว่า “จงดูมันและสิ่งที่เราได้เตรียมไว้สำหรับผู้ที่จะอยู่ในมัน” ดังนั้น เขาจึงไปและมองดูมันและดูสิ่งที่อัลลอฮ์ได้เตรียมไว้ในนั้น เขากล่าวว่า “ด้วยเกียรติของพระองค์จะไม่มีผู้ใดได้ยินเรื่องนี้เว้นแต่เขาจะเข้าไปในนั้น” จากนั้นพระองค์ทรงสั่งให้มันล้อมรอบด้วยความยากลำบาก พระองค์ตรัสว่า “จงกลับไปดูมันและพิจารณาสิ่งที่เราได้เตรียมไว้สำหรับผู้ที่จะอยู่ในนั้น” ดังนั้น เขาจึงกลับไปที่นั่นและพบว่ามันเต็มไปด้วยความยากลำบาก เขากลับมา และกล่าวว่า “ด้วยเกียรติของพระองค์ ฉันเกรงว่า จะไม่มีผู้ใดเข้าไปในนั้น” พระองค์ตรัสว่า “เจ้าจงไปที่นรกและมองดูมัน และดูสิ่งที่เราได้เตรียมไว้สำหรับผู้ที่จะอยู่ในนั้น” ดังนั้นเมื่อเขามองดูมัน พบว่าส่วนหนึ่งกำลังขี่ทับบนอีกส่วน” จากนั้น เขากลับมาหาพระองค์ และกล่าวว่า: “ด้วยเกียรติของพระองค์ จะไม่มีผู้ใดเข้าไปในนั้น” จากนั้นพระองค์ทรงสั่งให้มันล้อมรอบด้วยตัณหา แล้วพระองค์ตรัสว่า “จงกลับไปดูมัน” เขาก็กลับไปดูมันอีกครั้ง และมันก็ถูกห้อมล้อมด้วยเรื่องความอยาก ตัณหา แล้วกล่าวว่า “ด้วยเกียรติของพระองค์ ฉันเกรงว่าจะไม่มีผู้ใดรอดพ้นจากมัน เว้นแต่เขาจะเข้าไปในนั้น"
บันทึกโดย อบูดาวูด อัตติรมิซีย์ และอันนะซาอีย์ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้เล่าว่า หลังจากอัลลอฮ์สร้างสวรรค์และนรก พระองค์ก็ตรัสแก่ญิบรีลว่า :จงไปที่สวรรค์และจงดูมัน ดังนั้นเขาจึงไปดู แล้วก็กลับมา ญิบรีลกล่าวว่า "โอ้ พระผู้อภิบาลของฉัน ด้วยเกียรติของพระองค์ จะไม่มีผู้ใดที่ได้ยินเรื่องราวของมัน และสิ่งที่มีอยู่ในนั้น ความสุขต่างๆ เกียรติยศ และความประเสริฐต่างๆ ของมัน แน่นอนเขาต้องมีความอยากที่จะเข้าไปในนั้น และจะกระทำคุณงามความดีเพื่อจะเข้าไปในนั้น แล้วพระองค์ก็ทรงล้อมรอบสวรรค์นั้นด้วยสิ่งที่ยากลำบาก ที่เป็นการกระทำตามคำสั่งใช้ต่างๆ และการละทิ้งสิ่งที่ต้องห้ามต่างๆ ดังนั้นจำเป็นสำหรับผู้ที่ต้องการเข้าไปจะต้องผ่านความยากลำบากเหล่านั้น แล้วอัลลอฮ์ทรงตรัสว่า "โอ้ ญิบรีล! จงไป และจงดูสวรรค์" หลังจากที่ได้ทำการห้อมล้อมด้วยสิ่งที่ยากลำบาก ดังนั้นเขาจึงไปดูมัน แล้วก็กลับมา และกล่าวว่า "โอ้ พระผู้อภิบาลของฉัน ด้วยเกียรติของพระองค์ ฉันกลัวว่าจะไม่มีผูใดเข้าไปในนั้นแม้แต่คนเดียว เพราะความยากลำบากต่างๆ ที่อยู่บนเส้นทางของมัน หลังจากอัลลอฮ์สร้างนรก พระองค์ตรัสว่า "โอ้ ญิบรีล! จงไป และจงดูมัน ดังนั้นเขาจึงไปและดูมัน จากนั้นก็กลับมา แล้วกล่าวว่า "โอ้ พระผู้อภิบาลของฉัน ด้วยเกียรติของพระองค์ จะไม่มีผู้ใดที่ได้ยินเกี่ยวกับสิ่งที่มีอยู่ในนั้น ที่มีทั้งความทรมาน ความทุกข์ยากต่างๆ และการลงโทษ เว้นแต่ว่าเขาเกลียดที่จะเข้าไปในนั้นและห่างไกลจากสาเหตุของมัน หลังจากนั้น อัลลอฮ์ทรงทำให้มันล้อมรอบด้วยความอยาก ตัณหาต่างๆ ความสุขต่างๆ แล้วพระองค์ตรัสว่า "โอ้ ญิบรีล! จงไป และจงดูมัน ดังนั้นญิบรีลจึงไปดูมัน แล้วก็กลับมา และกล่าวว่า "โอ้ พระผู้อภิบาลของฉัน ด้วยเกียรติของพระองค์ ฉันกลัวว่า จะไม่มีผู้ใดรอดพ้นจากมันแม้แต่คนเดียว เนื่องจากที่มันถูกห้อมล้อมด้วยความอยาก ตัณหาและความสุขต่างๆ
จากท่านอับดุลลอฮ์ บิน อัมร์ บิน อัลอาศ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา ได้กล่าวว่า "ฉันได้ยินท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า : "อัลลอฮ์ได้ทรงบันทึกกำหนดการต่างๆ ของทุกสรรพสิ่งที่ถูกสร้างไว้แล้ว ก่อนที่พระองค์จะทรงสร้างชั้นฟ้าและแผ่นดินถึงห้าหมื่นปี, ท่านกล่าวว่า: "และบัลลังก์ของพระองค์อยู่เหนือน้ำ"
บันทึกโดย มุสลิมท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้เล่าว่า อัลลอฮ์ได้ทรงบันทึกสิ่งที่จะเกิดขึ้นจากสิ่งที่ได้กำหนดไว้ต่างๆ ของทุกสรรพสิ่งไว้อย่างละเอียด จะเป็นการมีชีวิต การตาย ปัจจัยยังชีพ และสิ่งอื่นๆ ในแผ่นบันทึกเลาหุลมะห์ฟูซ ก่อนที่พระองค์จะทรงสร้างท้องฟ้าและแผ่นดินถึงห้าหมื่นปี และมันจะเกิดขึ้นตามที่อัลลอฮ์ได้กำหนดไว้ ดังนั้นทุกสิ่งที่เกิดขึ้น มันเกิดขึ้นด้วยการกำหนดและการตัดสินของอัลลอฮ์ ดังนั้นสิ่งใดที่ได้กำหนดให้เกิดขึ้นกับเขา แน่นอนมันจะไม่พลาด และสิ่งใดที่กำหนดไม่ให้เกิดขึ้นกับเขา แน่นอนมันจะไม่เกิดขึ้น
จากญาบิร เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้กล่าวว่า: ฉันได้ยินท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: "แท้จริงสิ่งที่ทำให้บุคคลหนึ่งเข้าสู่การตั้งภาคีและการปฏิเสธศรัทธานั้นคือการละทิ้งละหมาด"
บันทึกโดย มุสลิมท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้เตือนไม่ให้ละทิ้งการละหมาดที่เป็นฟัรฎู และท่านได้กล่าวว่าสิ่งที่ทำให้บุคคลหนึ่งตกสู่การตั้งภาคีและการปฏิเสธศรัทธานั้น คือการละทิ้งการละหมาด เพราะการละหมาดนั้นเป็นเสาหลักที่สองของอิสลาม และสถานะของมันยิ่งใหญ่มากในอิสลาม ดังนั้นใครก็ตามที่ทิ้งมันด้วยการปฏิเสธถึงความเป็นฟัรฎูของมัน เขาได้ตกศาสนาแล้วด้วยมติของบรรดาผู้รู้ และหากเขาได้ทิ้งมันอย่างสมบูรณ์ด้วยสาเหตุละเลยไม่ให้ความสำคัญและความเกียจคร้าน ถือว่าเขาเป็นผู้ปฏิเสธศรัทธา และมีการรายงานที่เป็นมติจากบรรดาเศาะฮาบะฮ์ในเรื่องนี้ และหากเขาทิ้งละหมาดเป็นบางครั้งและได้ทำการละหมาดอีกบางครั้ง เขาจะต้องเผชิญกับสัญญาที่รุนแรงนี้