Hadeeth Cards
Da'wa cards that highlight great meanings from the noble prophetic hadiths in a simple style and attractive display that helps the Muslim to have a deeper understanding of his religion in an easy way






























Da'wa cards that highlight great meanings from the noble prophetic hadiths in a simple style and attractive display that helps the Muslim to have a deeper understanding of his religion in an easy way
ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้อธิบายตำแหน่งของมือในการสุญูดโดยการวางฝ่ามือลงบนพื้นและวางนิ้วมือทั้งสองข้างเข้าหากันในทิศทางของกิบละฮ์ และข้อศอก - ข้อต่อของแขนและต้นแขน - ควรยกขึ้นเหนือพื้นและแยกจากด้านข้างลำตัว
ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เมื่อต้องการเลิกการละหมาด ท่านจะกล่าวสลามไปทางขวาและซ้ายโดยหันหน้าไปทางขวา ขณะกล่าวว่า: (อัสสลามุอะลัยกุม วะเราะมาตุลลอ ฮิวะบาเราะกาตุฮ์) ความว่า "ขอความสันติสุข ความเมตตา และความจำเริญจากพระผู้เป็นเจ้าจงมีแด่ท่าน" และให้สลามไปทางซ้าย โดยหันหน้าไปทางซ้าย พร้อมกับกล่าวว่า: (อัสสลามุอะลัยกุม วะเราะมาตุลลอฮ์) ความว่า "ขอความสันติสุข ความเมตตา จากพระผู้เป็นเจ้าจงมีแด่ท่าน"
ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม อธิบายว่าใครก็ตามที่กล่าวหลังจากการละหมาดฟัรฎู ว่า: "สุบหานัลลอฮ์" สามสิบสามครั้ง ความหมายคือ เป็นการให้ความบริสุทธิ์แด่อัลลอฮ์ปราศจากข้อบกพร่อง "อัลหัมดุลิลลาฮ์" สามสิบสามครั้ง ความหมายคือ เป็นการสรรเสริญอัลลอฮ์ ด้วยคุณลักษณะที่สมบูรณ์แบบพร้อมกับรักพระองค์และเทิดทูนพระองค์ "อัลลอฮุอักบัร" สามสิบสามครั้ง ความหมายคือ เป็นการแสดงถึงความยิ่งใหญ่และทรงเกียรติยิ่งของอัลลอฮ์ และเต็มร้อยด้วยการกล่าวว่า: "ลาอิลาฮะ อิลลัลลอฮ์ วะห์ดะฮุ ลาชะรีกะละฮ์, ละฮุลมุลกุ วะละฮุลหัมด์, วะฮุวะ อะลา กุลลิชัยอิน กอดีร " ความว่า : ไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่คู่ควรแก่การเคารพสักการะอย่างแท้จริงนอกจากอัลลอฮ์เท่านั้น ไม่มีภาคีใดๆ สำหรับพระองค์ และพระองค์คือผู้ทรงสูงส่ง ผู้ทรงครอบครองโดยสมบูรณ์ พระองค์ผู้สมควรได้รับการสรรเสริญด้วยความรักและการให้ความยิ่งใหญ่แก่พระองค์ โดยไม่มีผู้ใดเทียบเท่า และพระองค์ผู้ทรงสามารถซึ่งไม่มีสิ่งใดที่จะทำให้พระองค์อ่อนแอได้ ดังนั้น ใครก็ตามที่กล่าวเช่นนั้น บาปของเขาจะถูกลบล้างและได้รับการอภัยโทษ แม้ว่าจะมีมากเหมือนกับฟองน้ำสีขาวที่ลอยขึ้นเหนือทะเลเมื่อมันกระเพื่อมและโหมกระหน่ำมา
ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: "ใครก็ตามที่อ่านอายะฮ์กุรซีย์หลังจากเสร็จสิ้นการละหมาดฟัรฎ จะไม่มีสิ่งใดขัดขวางเขาจากการเข้าสู่สวรรค์ยกเว้นความตายเท่านั้น ซึ่งมันเป็นอายะฮ์หนึ่งในซูเราะฮ์ อัลบะเกาะเราะฮ์ อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า: "อัลลอฮ์ คือไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่ควรแก่การเคารพสักการะนอกจากพระองค์เท่านั้น ผู้ทรงพระชนม์อยู่ ผู้ทรงดำรงอยู่นิรันดร์ ผู้ซึ่งการง่วงและการนอนไม่เกิดขึ้นกับพระองค์ ผู้ทรงเป็นเจ้าของทุกสิ่งที่อยู่ในชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดิน ไม่มีใครสามารถอ้อนวอนขอช่วยเหลือให้แก่ผู้อื่นได้ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากพระองค์ ผู้ทรงรอบรู้สิ่งที่อยู่เบื้องหน้าพวกเขาและสิ่งที่อยู่เบื้องหลังพวกเขา และพวกเขาไม่สามารถที่จะรอบรู้สิ่งใดๆ จากความรู้ของพระองค์ได้ เว้นแต่สิ่งที่พระองค์ทรงประสงค์เท่านั้น เก้าอี้ของพระองค์นั้นกว้างขวางครอบคลุมชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดิน และไม่เป็นภาระใดๆ ต่อพระองค์ในการดูแลรักษาทั้งสองนั้น และพระองค์คือผู้ทรงสูงส่ง ผู้ทรงยิ่งใหญ่" (ซูเราะฮ์ อัล-บะเกาะเราะฮ์ : 255)
ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม อธิบายว่าหากใครก็ตามที่ละหมาดแล้วเกิดการสงสัยในละหมาดนั้น และไม่รู้ว่าเขาละหมาดกี่รอกะอะฮ์ สามหรือสี่? ให้เขาตัดเลขสงสัยที่เพิ่มนั้นออกไป และไม่ยึดกับเลขที่เพิ่มขี้นนั้น ดังนั้นเลขสามคือเลขที่มั่นใจ ดังนั้นจำเป็นสำหรับเขาต้องละหมาดรอกะอะฮ์ที่สี่ จากนั้นจึงสุญูดสองครั้งก่อนที่จะให้สลาม ถ้าการละหมาดของเขานั้นสี่รอกะอะฮ์จริงๆ มันจะกลายเป็นห้ารอกะอะฮ์เมื่อบวกกับหนึ่งรอกะอะฮ์ที่เพิ่มขี้น และการสุญูดซะฮ์วีย์นั้นเท่ากับหนึ่งรอกะอะฮ์ ทำให้จำนวนรอกะอะฮ์กลายเป็นจำนวนคู่ไม่ใช่จำนวนคี่ และหากการละหมาดของเขาที่รวมกับอีกหนึ่งรอกะอะฮ์เป็นสี่รอกะอะฮ์ ดังนั้นก็ทำให้เขาได้ละหมาดที่สมบูรณ์โดยไม่มีการเพิ่มหรือขาดแต่อย่างใด การสุญูดซะฮ์วีย์สองครั้งนั้นถือเป็นการทำให้ชัยฏอนต่ำต้อยและเป็นการเอาชนะมัน และทำให้มันท้อและห่างไกลจากเป้าหมายที่มันต้องการ เพราะมันทำให้การละหมาดของผู้อื่นเกิดความสับสน และพยายามทำให้การละหมาดนั้นเกิดความเสียหาย และการละหมาดของบุคคลจะสมบูรณ์ได้เมื่อเขาปฏิบัติตามคำสั่งของอัลลอฮ์ ตะอาลา ด้วยการสุญูด ซึ่งเป็นสิ่งที่อิบลีสได้ฝ่าฝืน เมื่อครั้นที่มันปฏิเสธที่จะเชื่อฟังอัลลอฮ์ในการสุญูดต่ออาดัม
ท่านหญิงอาอิชะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮา รายงานว่าท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ทำการละหมาดโดยสมัครใจเป็นประจำในบ้านของเธอ และไม่ทิ้งมันเลย คือ: สี่ร็อกอะฮ์ด้วยกับสองสสามก่อนละหมาดซุฮรี่ และสองร็อกอะฮ์ก่อนละหมาดฟัจญ์ริ
ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม แจ้งข่าวดีว่าใครก็ตามที่ละหมาดโดยสมัครใจจำนวนสี่ร็อกอะฮ์ก่อนละหมาดซุฮรี่และสี่ร็อกอะฮ์หลังจากนั้น โดยที่ทำสม่ำเสมอและรักษามันไว้ อัลลอฮ์จะทรงห้ามเขาจากนรก
ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เลือกที่จะอ่านใน สองร็อกอะฮ์ ของการละหมาดโดยสมัครใจก่อนละหมาดฟัจญ์ริ ในร็อกอะฮ์แรก ซูเราะห์ (กุลยาอัยยุฮัลกาฟิรูน) ความว่า {จงกล่าวเถิด โอ้ผู้ปฏิเสธศรัทธาทั้งหลาย} (ซูเราะฮ์อัลกาฟิรูน) และในร็อกอะฮ์ที่สอง ซูเราะห์ (กุลฮุวัลลอฮุอะหัด) ความว่า {จงกล่าวว่า พระองค์อัลลอฮ์คือ พระเจ้าหนึ่งเดียว} (ซูเราะฮ์อัลอิคลาศ)
ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม อธิบายว่าผลบุญและรางวัลของการละหมาดญะมาอะฮ์กับอิหม่ามนั้นดีกว่าการละหมาดตามลำพังในบ้านหรือที่ตลาดถึงยี่สิบห้าเท่า จากนั้น ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า มลาอิกะฮ์แห่งกลางวันและกลางคืนมารวมตัวกันในการละหมาดในยามเช้า จากนั้นอบูฮุรอยเราะห์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวโดยยืนยันถึงสิ่งนี้ ว่า: ดังนั้น จงอ่านเถิด ถ้าคุณต้องการ (ทราบรายละเอียด) : (แท้จริงอัลกุรอานยามรุ่งอรุณนั้นเป็นพยานยืนยันเสมอ) [อัลอิสรออ์ : 78] กล่าวคือ: การละหมาดยามรุ่งสางนั้นมีเหล่าทูตสวรรค์แห่งราตรี และเหล่าทูตสวรรค์แห่งกลางวันเป็นสักขีพยาน