





























Hadeeth Cards
Da'wa cards that highlight great meanings from the noble prophetic hadiths in a simple style and attractive display that helps the Muslim to have a deeper understanding of his religion in an easy way
All
จากอบูฮุรัยเราะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า ท่านเราะสูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า : "ผู้ใดที่ออกจากบ้านไปมัสยิดในตอนเช้าหรือตอนเย็น อัลลอฮ์จะทรงเตรียมที่พักในสวรรค์ให้แก่เขา ทุกครั้งที่เขาไปตอนเช้าหรือตอนเย็น
บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ และมุสลิมท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม แจ้งข่าวดีแก่ใครก็ตามที่มามัสยิด เพื่อการเคารพสักการะ หาความรู้ หรือจุดประสงค์ที่ดีอื่น ๆ ไม่ว่าจะมาในเวลาใดก็ตาม ทั้งตอนเช้าหรือตอนเย็น พระเจ้าได้ทรงจัดเตรียมสถานที่และการต้อนรับเขาไว้ในสวรรค์ ทุกครั้งที่เขามามัสยิด ไม่ว่ากลางวันหรือกลางคืน
จากอับดุลลอฮ์ บิน สลาม เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า: เมื่อท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม มายังเมืองมะดีนะฮ์ ผู้คนก็มารวมตัวกันต่อหน้าท่าน และมีเสียงกล่าวว่า: ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้มาแล้ว ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ได้มาแล้ว ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ได้มาแล้ว สามครั้ง ฉันจึงเข้าไปดูท่ามกลางผู้คน และเมื่อฉันเห็นหน้าท่านก็รู้ว่าหน้าของท่านไม่ใช่หน้าของคนโกหก สิ่งแรกที่ฉันได้ยินท่านพูด คือท่านพูดว่า: “โอ้มนุษยชาติ จงเผยแพร่สลาม จงให้อาหารแก่ผู้คน จงเชื่อมสัมพันธ์กับเครือญาติ และจงละหมาดในยามค่ำคืนขณะที่ผู้คนกำลังนอนหลับ แล้วพวกท่านจะเข้าสวรรค์อย่างสันติ”
บันทึกโดย อัต-ติรมีซีย์ อิบนุมาญะฮ์ และอะห์มัดเมื่อท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม มาถึงเมืองมะดีนะฮ์และผู้คนเห็นเขา พวกเขาก็หันไปหาเขาอย่างรวดเร็ว ในบรรดาผู้ที่หันมาหาเขาคืออับดุลลอฮ์ บิน สลาม เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ซึ่งเป็นชาวยิว เมื่อเห็นก็รู้ว่าใบหน้าของเขาไม่ใช่หน้าคนโกหก เพราะแสงสว่าง ความงดงาม และความสัตย์จริงที่ปรากฏ สิ่งแรกที่เขาได้ยินจากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ก็คือเขากระตุ้นให้ผู้คนทำสิ่งที่จะนำไปสู่สวรรค์ ได้แก่ : ประการแรก: การเผยแพร่คำทักทายด้วยสลาม การแสดงออก และการกล่าวสลามให้มาก ไม่ว่าจะกับคนที่ท่านรู้จักหรือไม่รู้จักก็ตาม ประการที่สอง: การให้อาหารด้วยการกุศล เป็นของขวัญ และเป็นการต้อนรับแขก ประการที่สาม: การเชื่อมสัมพันธ์กับเครือญาติคือการรักษาความสัมพันธ์กับผู้ที่มีสายสัมพันธ์ทางเครือญาติหรือความเกี่ยวข้องทางสายเลือด ไม่ว่าจะมาจากทางฝั่งพ่อหรือแม่ก็ตาม ประการที่สี่: การละหมาดซุนนะฮฺกิยามุลลัยล์ในยามค่ำคืน ขณะที่ผู้คนกำลังนอนหลับ
จากอับดุลลอฮ์ บิน อัมร์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา ว่า ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวไว้ว่า : "พวกเจ้าทั้งหลายมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบ และเขาจะถูกสอบสวนเกี่ยวกับการปฎิบัติหน้าที่ของเขา ผู้นำมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบประชาชนของเขา และเขาจะถูกสอบสวนเกี่ยวกับการปฎิบัติหน้าที่ที่มีต่อประชาชน สามีมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบสมาชิกในครอบครัวของเขา และเขาจะถูกสอบสวนเกี่ยวกับการปฎิบัติหน้าที่ที่มีต่อสมาชิกในครอบครัว ภรรยามีหน้าที่ต้องรับผิดชอบในบ้านของสามีและลูกๆ ของเขา และนางจะถูกสอบสวนเกี่ยวกับการปฎิบัติหน้าที่ที่มีต่อลูกๆ และทาสมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบทรัพย์สินของนายของเขา และเขาจะถูกสอบสวนเกี่ยวกับการปฎิบัติหน้าที่ที่มีต่อทรัพย์สินนั้น ดังนั้นพึงทราบเถิดว่า พวกเจ้าทั้งหลายมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบ และพวกเจ้าจะถูกสอบสวนเกี่ยวกับการปฎิบัติหน้าที่ของพวกเจ้า"
บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ และมุสลิมท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม บอกว่า มุสลิมทุกคนในสังคมมีหน้าที่ที่ต้องดูแลรับผิดชอบและต้องแบกรับ ดังนั้นผู้ที่เป็นอิหม่ามและผู้นำต้องดูแลรับผิดชอบในสิ่งที่อัลลอฮ์มอบหมายให้เขาดูแล เขาจะต้องดูแลรักษาบทบัญญัติและกฎหมายของประชาชน ปกป้องพวกเขาจากผู้ที่กดขี่อธรรมพวกเขา ต่อสู้กับศัตรูของพวกเขา และไม่ละเลยสิทธิ์ของพวกเขา สามีต้องดูแลรับผิดชอบสมาชิกในครอบครัวของเขาด้วยการออกค่าใช้จ่าย มีมิตรภาพอันดี สอนวิชาความรู้ และฝึกวินัยพวกเขา ภรรยาต้องดูแลรับผิดชอบภายในบ้านของสามีด้วยการดูแลกิจการภายในบ้าน อบรมสั่งสอนลูกๆ ซึ่งนางจะถูกสอบสวนในหน้าที่ดังกล่าว ผู้รับใช้ ทาส และลูกจ้างต้องดูแลรับผิดชอบทรัพย์สินของนายของเขาด้วยการเก็บรักษาสิ่งที่นายได้มอบหมายและให้บริการนาย ซึ่งพวกเขาจะถูกสอบสวนในหน้าที่ดังกล่าว ดังนั้นทุกคนต้องดูแลรับผิดชอบในสิ่งที่เขาได้รับมอบหมาย และทุกคนจะถูกสอบสวนในสิ่งที่ได้รับมอบหมายนั้น
จากอับดุลลอฮ์ บิน มัสซูด เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า: เราอยู่กับท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และท่านกล่าวว่า: “ ผู้ใดที่สามารถมีความพร้อมในการแต่งงานได้ก็จงแต่งงานเถิด เพราะมันช่วยลดสายตา (จากการมองสิ่งที่ต้องห้าม) และปกป้องอวัยวะเพศได้ดี และผู้ใดที่ไม่สามารถก็ให้ถือศีลอด เพราะการถือศีลอดจะเป็นเกราะป้องกันสำหรับเขา"
บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ และมุสลิมท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้สนับสนุนให้ผู้ที่มีความสามารถในการมีเพศสัมพันธ์และมีความพร้อมในการแต่งงานให้แต่งงาน เพราะมันจะช่วยรักษาสายตาให้ห่างไกลจากสิ่งต้องห้าม และช่วยปกป้องอวัยวะเพศจากการล่วงละเมิด และป้องกันไม่ให้ตกอยู่ในความผิดอันน่าละอาย และผู้ใดที่ไม่สามารถมีความพร้อมในการแต่งงาน แต่สามารถมีเพศสัมพันธ์ได้ ให้เขาถือศีลอด เพราะมันจะช่วยลดความปรารถนาทางเพศและป้องกันความเสื่อมเสีย
จากอุกบะฮ์ บิน อามิร เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้กล่าวว่า: ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “พวกเจ้าจงระวังในการปะปนกับผู้หญิง” จากนั้นชายชาวอันศอรกล่าวว่า “โอ้ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ท่านว่าอย่างไรกับญาติของสามีที่เป็นผู้ชาย? ท่านตอบว่า “จงระวังญาติของสามีที่เป็นผู้ชายเสมือนระวังจากความตาย”
บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ และมุสลิมท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เตือนให้ระวังการปะปนกับผู้หญิงที่แต่งงานได้ และกล่าวว่า "จงระวังตัวพวกเจ้าเองด้วยเกรงว่าพวกเจ้าจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับผู้หญิง และการที่ผู้หญิงจะเข้ามายุ่งเกี่ยวกับพวกเจ้า" ชายชาวอันศอกล่าวว่า “ท่านว่าอย่างไรกับญาติของสามี? เช่น พี่ชายของสามี หลานชาย ลุงของเขา ลูกพี่ลูกน้อง ลูกชายของน้องสาวของเขา และอื่นๆ ซึ่งที่เธอสามารถแต่งงานกับใครก็ได้ ถ้าหากนางยังไม่ได้แต่งงาน ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า จงระวังเขาเหมือนที่เจ้าระวังความตาย! เนื่องจากการอยู่ตามลำพังกับญาติผู้ชายของสามีจะนำไปสู่ฟิตนะฮ์และเสียหายในศาสนา ดังนั้นญาติของสามีที่ไม่ใช่พ่อและลูกจึงสมควรได้รับการห้ามมากกว่าชาวบุคคลอื่น เพราะการอยู่คนเดียวกับญาติสามีนั้นมีโอกาสมากกว่าการอยู่คนเดียวกับคนอื่น และความชั่วจากจุดนั้นมีมากกว่าคนอื่น และการล่อลวงนั้นเป็นไปได้มากกว่า เพื่อให้เขาสามารถเข้าถึงผู้หญิงคนนั้นได้และอยู่คนเดียวกับเธอโดยไม่มีข้อโต้แย้งใด ๆ และเนื่องจากจำเป็นและเป็นไปไม่ได้ที่จะยับยั้งเธอไว้ตามธรรมเนียมที่จะต้องผ่อนปรนในผู้หญิงคนนั้น ดังนั้น อยู่ตามลำพังกับภรรยาของน้องชาย มันคล้ายกับความตายในแง่ของความชั่วร้ายและความเสียหาย ไม่เหมือนชายที่ไม่ใช่มะห์รอม เขาถูกระมัดระวัง
จากมาลิก บิน เอาซ์ บิน อัล-ฮะดะษาน เขากล่าวว่า ฉันพูดว่า “ใครเป็นคนแลกเปลี่ยนดิรฮัม?” ฏ็อลหะฮ์ บิน อุบัยดุลลอฮ์ ขณะที่เขาอยู่กับอุมัร บิน อัลค็อฏฏอบ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุม กล่าวว่า: จงแสดงทองคำของคุณให้เราดู แล้วมาหาเรา เมื่อผู้รับใช้ของเรามาถึง เราจะมอบดิรฮัมที่ทำมาจากเงินของเจ้าให้กับเจ้า ดังนั้นอุมัร บิน อัลค็อฏฏอบ จึงกล่าวว่า: ไม่ ขอสาบานต่อพระเจ้า เจ้าจะมอบดิรฮัมที่ทำมาจากเงินของเขาให้เขา หรือเจ้าจะคืนทองคำของเขาให้เขา แน่แท้แล้ว ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอลัยฮิวะสัลลัมกล่าวว่า: “ทองคำแลกทองคำเป็นดอกเบี้ย นอกจากต่างฝ่ายต่างรับกันไปในเวลานั้นเลย ข้าวสาลีแลกข้าวสาลีเป็นดอกเบี้ย นอกจากต่างฝ่ายต่างรับกันไปในเวลานั้นเลย ข้าวบาร์เลย์แลกข้าวบาร์เลย์เป็นดอกเบี้ย นอกจากต่างฝ่ายต่างรับกันไปในเวลานั้นเลย อินทผลัมแห้งแลกอินทผลัมแห้งเป็นดอกเบี้ย นอกจากต่างฝ่ายต่างรับกันไปในเวลานั้นเลย"
บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ และมุสลิมมาลิก บิน เอาส์ ท่านคนยุคตาบิอีน กล่าวว่า เขามีดีนาร์ทองคำ และเขาต้องการแลกเป็นดิรฮัมเงิน ดังนั้นฏอลหะฮ์ บิน อุบัยดุลลอฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวแก่เขาว่า: โปรดมอบดินาร์ของคุณให้เรา เพื่อให้ฉันได้เห็นมัน ! จากนั้นเขาก็พูดกับเขาหลังจากที่เขาตัดสินใจซื้อ: เอามาให้เราสิ เมื่อคนรับใช้ของเรามาหลังจากนี้ เราจะได้มอบดิรฮัมเงินให้กับเจ้า อุมัร บิน อัลค็อฏฏอบ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ก็อยู่ในเหตุการณ์นั้น ดังนั้นท่านจึงปฏิเสธการทำธุรกรรมประเภทนี้ เขาสาบานกับฏอลหะฮ์ว่า ท่านจะต้องให้ดิรฮัมเงินตอนนี้ หรือคืนทองคำของเขาที่เอามาจากเขากลับไปให้เขา และท่านอธิบายเหตุผลนั้นว่าท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม บอกว่าการขายเงินกับทองคำหรือกลับกันนั้น จะต้องทำให้เสร็จในตอนนั้นเลย มิฉะนั้น การซื้อขายนั้นเป็นเป็นดอกเบี้ยที่ต้องห้าม การค้าขายนั้นโมฆะ และไม่อนุญาตให้ขายทองด้วยเงิน หรือเงินด้วยทอง ยกเว้นมีการยื่นกันต่อหน้า และได้รับมอบกันทั้งคู่ และไม่อนุญาตให้ขาย ข้าวสาลีกับข้าวสาลี ข้าวบาร์เลย์กับข้าวบาร์เลย์ และอินทผลัมกับอินทผาลัม เว้นแต่ ต้องชนิดเดียวกัน น้ำหนักเท่ากัน ปริมาณตวงเท่ากัน ทำต่อหน้า ห้ามขายล่วงหน้า และไม่อนุญาตให้แยกย้ายกันก่อนที่จะมีการรับมอบ
จากท่านอุสมาน บิน อบี อัลอาส อัสสะกอฟีย์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้ร้องเรียนต่อท่านเราะซูลลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เกี่ยวกับความเจ็บปวดที่เขารู้สึกในร่างกายของเขานับตั้งแต่เขาเปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลาม ดังนั้นท่านเราะซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จึงบอกกับเขาว่า: ให้วางมือของเจ้าบนส่วนร่างกายที่มีอาการบาดเจ็บแล้วจงกล่าวว่า : บิสมิลลาฮ์ (ความว่า:ด้วยพระนามของอัลลอฮ์) สามครั้ง แล้วกล่าวว่า:อะอูซุ บิลลาฮิ วะกุดเราะติฮี มิน ชัรริ มา อะญิดุ วะอุฮาซิรุ (ความว่า : ฉันขอความคุ้มครองต่ออัลลอฮ์และอำนาจของพระองค์ จากความชั่วร้ายที่ฉันประสบและที่ฉันระแวดระวัง) เจ็ดครั้ง
บันทึกโดย มุสลิมท่านอุสมาน บิน อบี อัลอาส เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ป่วยด้วยโรคภัยไข้เจ็บที่เกือบคร่าชีวิตท่าน ดังนั้นท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จึงมาหาเขา เพื่อรักษาเขาและสอนดุอาอ์แก่เขา เพื่อที่อัลลอฮ์จะทรงขจัดความเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นแก่เขาไปจากเขา โดยการที่เขาจะต้องวางมือของเขาบนสถานที่ที่เขาบอกว่าเจ็บและกล่าวว่า: (ด้วยพระนามของออัลลลอฮ์) 3 ครั้ง แล้วกล่าว 7 ครั้ง ว่า: (ข้าพเจ้าขอความคุ้มครอง) คือขอที่พึ่ง ขอยึดมั่น และขอการป้องกันตน (ต่ออัลลอฮ์และอำนาจของพระองค์จากความชั่วร้ายที่ข้าพเจ้าพบเจอ) คือ ให้พ้นจากความเจ็บปวดในปัจจุบัน (และที่ข้าพเจ้าระแวดระวัง) คือ และเกรงกลัวที่จะเกิดในอนาคตอันเนื่องมาจากความโศกเศร้าและความกลัว หรือว่าโรคนี้จะเจ็บต่อเนื่องไปและความเจ็บปวดจะลามไปทั่วร่างกาย
จากอิบนุอับบาส เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา ได้กล่าวว่า : “ท่านเราะซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เป็นคนที่มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ที่สุด และท่านจะมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ที่สุดในเดือนเราะมะฎอน เมื่อยามที่ท่านพบกับญิบรีล และญิบรีลจะมาพบกับท่านเราะซูลในทุกค่ำคืนของเราะมะฎอน แล้วญิบรีลก็จะมาศึกษาทบทวนอัลกุรอานกับท่าน”
บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ และมุสลิมท่านเราะซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เป็นคนที่มีน้ำใจมากที่สุดความมีน้ำใจนี้จะปรากฏมากในช่วงเดือนเราะมาฎอน โดยท่านจะมอบสิ่งที่ควรแก่ผู้ที่ควรได้รับ และเหตุผลที่ทำให้ความใจบุญของท่านเพิ่มขึ้นมีสองประการ: ประการแรก: การพบปะของท่านนบีกับญิบรีล อะลัยฮิสสลาม อีกประการหนึ่งคือการศึกษาและทบทวนอัลกุรอาน ซึ่งเป็นการอ่านจากความจำ ดังนั้น ญิบรีล อะลัยฮิสสลาม จะทำการทวนอัลกุรอานทั้งหมดที่ลงมากับท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ซึ่งท่านนบีเป็นผู้ที่มีความใจบุญและมีการให้ที่มากที่สุด พร้อมทั้งทำความดีอย่างรวดเร็วและเกิดประโยชน์ต่อผู้คนมากกว่าลมที่ดีที่อัลลอฮ์ส่งมาให้เป็นฝนและความเมตตา.
จากอบูซุฮัยร์ อุมาเราะฮ์ บิน รุอัยบะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า: ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: "คนหนึ่งคนใดจะไม่มีวันเข้านรก หากเขาได้ละหมาดก่อนดวงอาทิตย์ขึ้นและก่อนดวงอาทิตย์ตก"
บันทึกโดย มุสลิมท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้แจ้งว่า: จะไม่มีวันเข้านรก สำหรับผู้ที่ละหมาดซุบฮิตอนเช้าตรู่ และละหมาดอัสริตอนบ่าย แล้วยังคงรักษาเวลาละหมาดทั้งสองตลอดไป เหตุที่เจาะจงการละหมาดทั้งสองนี้ เนื่องจากเป็นการละหมาดที่หนักที่สุด กล่าวคือเวลาเช้าเป็นเวลานอนหลับและเป็นเวลาแห่งความสุข และช่วงบ่ายเป็นช่วงที่ยุ่งอยู่กับงานและการค้าขายในแต่ละวัน และผู้ใดที่รักษาละหมาดทั้งสองนี้ไว้ถึงแม้ว่าจะเผชิญกับความยากลำบาก ผู้นั้นก็จะรักษาการละหมาดที่เหลือได้